‘พริษฐ์’ ดักคอ กกต. อย่าตัดตอน คดีฮั้ว สว. ชี้หลักฐานชัดครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ จี้สั่งฟ้องทั้งขบวนการ-เครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าพยานคดีฮั้วสว.อยู่ในสำนวนแล้ว แต่อยู่ที่ดุลพินิจของ 7 กกต. จะพิจารณาสรุปในเดือนส.ค.นี้
โดยนายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนหวังว่าข้อมูลและหลักฐานที่ถูกนำเสนอโดยพยาน 4 คน บนเวทีเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถูกยืนยันโดยแถลงการณ์ของ กกต. ว่าอยู่ในสำนวนแล้ว จะทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า หลักฐานที่อยู่ในมือของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีความชัดเจนและหนักแน่นแค่ไหน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ความจริงแล้วตนเชื่อว่าหากหน่วยงานตรวจสอบทำงานอย่างตรงไปตรงมา ในการสืบค้นเส้นทางการเงิน คลิปวงจรปิดของโรงแรมและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง หรือหลักฐานการสื่อสารระหว่างกันทางโทรศัพท์ หน่วยงานสามารถเข้าถึงหลักฐานได้ละเอียดกว่าที่ปรากฏต่อสาธารณะหรือที่ถูกบอกเล่าโดยพยานด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าหลักฐานจากพยานทั้ง 4 คนบนเวที และจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะก่อนหน้านี้ ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นชัดแล้วว่า ขบวนการโกง สว. ดังกล่าว เป็นขบวนการที่ครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่ได้เจาะจงอยู่ที่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง
เพราะนอกจากขบวนการดังกล่าวจะมีการใช้กระบวนการที่คล้ายกันในหลายจังหวัด ในการจ้างคนมาลงสมัคร และขนคนมารวมตัวกันเพื่อนัดแนะและจัดทำโพยตามโรงแรมต่างๆ แต่ในเชิงคณิตศาสตร์ ขบวนการที่ถูกกล่าวหานี้จะสำเร็จได้ตามข้อกล่าวหา ก็ต่อเมื่อเป็นขบวนการที่ทำกันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ยิ่งไปกว่านั้นหลักฐานจากพยานทั้ง 4 คนบนเวที และจากข้อมูลก่อนหน้านี้ ยังบ่งชี้ตรงกันอีกว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้เป็นขบวนการที่ถูกจัดทำโดยผู้สมัคร สว. กันเอง แต่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง และคาดว่ามีการสนับสนุนงบประมาณ
“ดังนั้น หาก กกต. 7 คน ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยพิจารณาจากข้อมูลหลักฐานทั้งหมด ผมเห็นว่า กกต.จะต้องไม่ตัดตอนการตรวจสอบโดยการสั่งฟ้องแค่บางจังหวัดหรือสั่งฟ้องแค่ผู้ถูกกล่าวหาในระดับปฏิบัติการ
และเห็นว่า กกต. ควรต้องส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาลในเดือนส.ค.นี้ โดยครอบคลุมทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ และครอบคลุมเครือข่ายนักการเมืองที่เป็นผู้วางแผนและอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการดังกล่าวเช่นกัน” นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หาก กกต.มีการส่งเรื่องของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไปที่ศาลตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ตนเชื่อว่าสังคมจะมีคำถามน้อยลงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในการตรวจสอบคดีโกง สว. ในครั้งนี้ แต่หาก กกต.มีการไม่ส่งเรื่องของใครไปที่ศาลแม้หลักฐานชัด สังคมก็ย่อมมีสิทธิเดินหน้าต่อในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบ กกต. ว่าได้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่