นายกฯ เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร ทรงรำลึกถึงสมเด็จพระพันปีหลวง พร้อมหารือกระชับความร่วมมือ
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 ก.ค. 2569 ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เฝ้ารับเสด็จฯ เจ้าหญิงแอนน์ พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร (Her Royal Highness The Princess Royal) และพลเรือโท เซอร์ ทิโมที ลอเรนซ์ (Sir Timothy Laurence) เนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 15–18 ก.ค.69
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย–สหราชอาณาจักร และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน การส่งเสริมการศึกษา และการมีส่วนร่วมของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)
ทั้งนี้ นายกฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เฝ้ารับเสด็จฯ และชื่นชมพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่วัยเยาว์ พร้อมกล่าวว่าการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยในครั้งนี้มีความหมายต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก
โดยได้เสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะหน้าพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทรงวางพวงมาลาสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และมีกำหนดการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ของทั้งสองประเทศ
พระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักร มีพระดำรัสขอบคุณรัฐบาลสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทรงรำลึกถึงความประทับใจจากการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยครั้งก่อน และทรงกล่าวชื่นชมสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่าทรงสร้างความประทับใจอย่างยิ่งและทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังทรงแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย พร้อมทรงชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทรงมอบสาส์นแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศไทย ให้กับนายกฯด้วยพระองค์เอง
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษาและการเพิ่มบทบาทของสตรีในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) โดยพระราชกุมารีแห่งสหราชอาณาจักรทรงเห็นว่าความสำเร็จของการส่งเสริมสตรีเข้าสู่สาขาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัวและครูผู้สอน
ขณะที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงประสบการณ์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมเน้นย้ำว่าการศึกษา การคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และทักษะการวิเคราะห์ เป็นพื้นฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญของการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ และการเตรียมความพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่ และโรคระบาดในอนาคต โดยต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นของการพัฒนาระบบสาธารณสุข การวิจัย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความโดดเด่นในเอเชีย
นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมศักยภาพของสหราชอาณาจักรด้านการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศจะสามารถขยายความร่วมมือในด้านสาธารณสุขและความมั่นคงด้านสุขภาพ โดยเฉพาะระหว่างสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในอนาคต





