ผู้นำฝ่ายค้านพบประชาชน จัดฟอรัม ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ชี้ทุจริตเกิดขึ้นทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย เปิดกระบวนท่าคอร์รัปชัน ‘ศิริกัญญา’ แฉ ทุกปีงบรั่วไหล 3 แสนล้านบาท
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ก.ค.2569 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สุขุมวิท 20 โครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พบประชาชน ประจำปีงบประมาณ 2569 จัดฟอรัมผู้นำฝ่ายค้าน “เกิด แก่ เจ็บ โกง คนไทยจะออกจากวงจรนี้อย่างไร”

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวเปิดงานว่า ปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับคนไทยทุกคน เกี่ยวข้องกับเส้นชีวิตเรา การทุจริตแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ 1.สิ่งที่เราไม่ได้รับตามสิทธิที่ควรได้ โดนกัดกร่อนสิทธิ ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น เบี้ยสวัสดิการต่างๆ หนังสือเรียน นมโรงเรียน
2.ต้องจ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น ต้องจ่ายหรือจ่ายแพงเกินปกติ เช่น การขอใบอนุญาต ค่าไฟ 3.เราไม่เกี่ยวแต่ต้องรับผลข้างเคียงจากการคอร์รัปชัน เช่น การก่อสร้างของภาครัฐที่ไม่ได้มาตรฐาน ถนนพระราม 2 ตึกถล่ม
4.มีคนทำผิดแล้วจ่ายสินบนเพื่อหนีความรับผิดชอบ เป็นความหละหลวมของภาครัฐ เช่น โรงงานที่ก่อมลพิษ และ 5.มีคนจ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ เช่น ทุนเทา พ่อทิพย์แม่ทิพย์ น่ากลัวสุด ซึ่งการวางกรอบแบบนี้จะทำให้ได้ข้อสรุปว่า จะแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในแต่ละกลุ่มอย่างไร

จากนั้นมี สส.จากพรรคประชาชน นำเสนอการทุจริตในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิด เรียน ทำงาน เจ็บป่วย และตาย โดยนายปิยรัฐ จงเทพ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดว่า มีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจสีเทาในประเทศ สิ่งที่ทุนเทาต้องการที่สุด คือสัญชาติไทย
การซื้อใบสูติบัตรให้กับลูกที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนไทย เงินจำนวน 1.1 แสนบาท คือเงินที่พวกเขาต้องจ่าย เพื่อซื้อสัญชาติไทยระหว่างพ่อแม่คนจีนและพ่อแม่คนไทยผ่านการพูดคุยทางกลุ่มแชต โดยมีนายหน้าจัดหาชายไทยที่เรียกว่าพ่อทิพย์
นี่ถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ หากเปรียบเทียบกับภูเขาน้ำแข็ง จะเห็นว่าใต้ภูเขาน้ำแข็งคือการที่ทุนเทาจะเข้ามาด้วยทุนขนาดใหญ่ เข้ามาทุบทำลายระบบเศรษฐกิจไทย แต่ร้ายแรงกว่านั้น คือ อนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เด็กเหล่านั้นจะสามารถมีสิทธิเช่นเดียวกับคนไทย เช่น สิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ตนจึงขอเสนอให้รัฐตรวจดีเอ็นเอก่อนจะออกใบสูติบัตร

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการทุจริตที่เกิดขึ้นกับการศึกษา โดยยกตัวอย่าง การทุจริตหนังสือเรียน สำนักพิมพ์คิดเงินราคาเต็มกับโรงเรียน เพื่อนำกำไรหรือส่วนต่างแบ่งกับผู้อำนวยการ
หากมีโรงเรียน 1 ใน 10 ทำเช่นนี้ เท่ากับว่ามีงบประมาณรั่วไหลปีละ 100-200 ล้านบาทต่อปี การทุจริตในแวดวงการศึกษา มีต้นทุนแฝงอีกอย่างน้อย 3 ด้านที่กำลังทำลายอนาคตของชาติ ได้แก่ 1.คุณภาพการศึกษาที่นักเรียนได้รับ แย่กว่าที่ควรจะเป็น เช่น ฮั้วประมูลทำให้นักเรียนอกเข้าถึงสื่อการเรียนรูปแบบใหม่ๆ ทุจริตสอบบรรจุครู ทำให้นักเรียนจะขาดโอกาสในการเรียนกับครูที่เก่ง
2.ทำให้เข็มทิศทางนโยบายพัง เหลือแต่นโยบายหากิน และ 3.ส่งผลกระทบต่อค่านิยมปัญหาการทุจริต แม้จะบังคับให้นักเรียนท่อง “โตไปไม่โกง” แต่ตราบใดที่นักเรียนต้องเติบโตและใช้ชีวิตในโรงเรียนที่ล้อมรอบไปด้วยการทุจริต ตราบใดที่การตั้งคำถามของนักเรียน ถูกตีตราว่าเป็นการไปยุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ หากเป็นเช่นนี้ก็อย่าแปลกใจหากคนรุ่นถัดไป มองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่ยอมได้

ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ภาษีที่จ่ายทุก 100 บาท จะนำไปจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐ 36 บาท โดยในจำนวนนี้เกิดการรั่วไหลทุจริต 2-11 บาท กลโกงจัดซื้อจัดจ้างทำตามระเบียบของภาครัฐทุกอย่าง ไม่ว่าจะล็อคสเปก ฮั้วประมูล ราคากลางสูงเกินจริง แบ่งซื้อแบ่งจ้าง ซอยโครงการหลีกเลี่ยงการประมูล ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ลดสเป็กหลังเซ็น และบริษัทหน้าฉาก
ในแต่ละปีมีข้อมูลประเมินมูลค่าว่า ประเทศเสียงบประมาณไปกับการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ของ และรั่วไหลไปกับการทุจริตราว 3 แสนล้านบาท ถือว่าอนาคตของประเทศและประชาชนถูกโกง

ขณะที่ น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการโกงความแก่ พิการ และเจ็บป่วยว่า เวลาที่เจ็บป่วย ตนขอยกตัวอย่างโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่มีผู้เจ็บป่วยไปรักษา แต่โรงพยาบาลกลับบอกว่ายาหมดให้กลับมาใหม่ ผู้ป่วยบางคนที่พอมีเงิน อาจจะควักเงินไปรักษาที่คลินิกเพื่อให้ได้รับยาต่อเนื่อง
แต่แทนที่ผู้บริหารจะนำงบประมาณมาสต็อกยาที่ถือว่าเป็นเรื่องจำเป็น แต่ผู้บริหารกลับไม่ทำและตัดสินใจนำงบประมาณไปทำอย่างอื่น เช่น ปรับปรุงห้องประชุม ซื้อเครื่องออโตซีพีอาร์ ปรับปรุงภูมิทัศน์ นี่ถือเป็นปัญหาธรรมาภิบาลในการจัดสรรงบประมาณ แม้จะมีสิทธิแต่ก็ไม่ได้รับสิทธิเท่าที่ควร
ด้าน นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน กล่าวถึงการทุจริตเกี่ยวข้องกับความตาย โดยยกตัวอย่างเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่สมาชิกไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วม เพียงแต่เชื่อว่าส่งเงินเข้ากองทุนนี้แล้ว เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจะไม่เป็นภาระของลูกหลาน ทั้งที่ความจริงการอยู่ได้ของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ คือ การหาสมาชิกมาเติมเรื่อยๆ