กกต. ตั้งสอบ คดีฮั้วสว. 7 ข้อหา ประธานวางแผนจบภายในเดือนส.ค.นี้ แบะท่าข้อหายังไม่แน่น หวั่นสั่งสอบเพิ่ม ก็ถูกหาว่ายื้อคดี ไม่แน่ใจ iLaw เอาข้อมูลมาจากไหน เตือนระวังทำคดีเสียหาย
วันที่ 22 ก.ค.69 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสสังคมและฝ่ายค้านไม่มั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต. ในการพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่า สำนวนการสอบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นสำนวนหลักที่รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้
หากพูดถึงพยานหลักฐานใหม่ ถ้าพยานเหล่านี้ไม่ได้นำเข้าสู่สำนวนในชั้นคณะชุดที่ 26 ด้วยเหตุผลที่ไม่มาแจ้ง หรือคณะที่ 26 ไม่ทราบ ก็น่าเสียดาย เพราะ กกต.ต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจากพยานหลักฐานได้รับการพิสูจน์ และโต้แย้งกันจากฝั่งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแล้ว
แต่ถ้าอยู่นอกสำนวน แม้จะมีคนพูดถึงข้อมูลเพิ่มเติม หรือเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้แก้ข้อกล่าวหา จึงไม่สามารถพิจารณาได้
ส่วนที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นำข้อมูลเก่าที่อยู่ในสำนวนออกมาเผยแพร่ เพราะกลัวว่า กกต. จะเป่าคดีทิ้งกลางทางนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่านายยิ่งชีพ นำข้อมูลนี้มาจากไหน ซึ่งมีข้อกังวลอยู่ว่า ถ้าข้อมูลนี้มีอยู่จริงในสำนวนแล้วนำมาพูดต่อ สมมติหากนำข้อมูลส่งต่อศาล เกรงว่าข้อมูลดังกล่าวจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมตัวในการแก้ลำ
เรื่องนี้ก็ดี 2 ทางคือ เหมือนกับพูดให้ประชาชนรู้ แต่อีกทางหนึ่งก็เป็นความเสียหายในเชิงการดำเนินคดี ทำให้ผู้ถูกหาหรือว่าพยานหลักฐานไปถูกทำลาย หรือรู้วิธีการ
ส่วนที่สังคมไม่มั่นใจการทำงานของ กกต.ในคดีฮั้ว สว.เพราะ 4 กกต.ถูกเลือกโดย สว.ชุดปัจจุบัน เกรงจะถูกครอบงำและชี้นำ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.เป็นคนดี เป็นคนเก่ง หากทราบว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏมีเพียงพอรับฟังได้ ทุกคนมีดุลยพินิจ ขออย่าไปกังวล เชื่อว่าทุกคนจะเห็นแก่บ้านเมือง
สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณาคดีฮั้ว สว. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า คืบหน้าไปพอสมควรแล้ว กกต.พิจารณาไปหลายข้อหา โดยตั้งทั้งหมด 7 ข้อหา และไล่ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เหลือเพียงปลีกย่อย และส่วนสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา โดยเฉพาะในประเด็นที่พาดพิงถึงนักการเมือง คาดว่าจะพิจารณาในช่วงกลางเดือนหน้า
เมื่อถามว่าในปีนี้จะเห็นความชัดเจนผลสรุปของคดีหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า แน่นอน เพราะประธาน กกต. วางไทม์ไลน์ไว้แล้ว อยากให้จบภายในเดือน ส.ค.นี้ ไม่น่าจะขยายเวลาแล้วแม้ว่าข้อมูลจะไม่พอ แต่ถ้า กกต.ไปสั่งให้สอบเพิ่ม ก็เกรงจะเกิดความล่าช้า
ทั้งนี้ อยู่ที่มติของ กกต.ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เพราะบางเรื่องคณะชุดที่ 26 ทำไม่ทัน เนื่องจากกว่าจะตั้งคณะชุดนี้ได้ก็ล่วงเลยเวลามานานเป็นปี และคณะชุดที่ 26 มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่ที่ทำได้เร็ว เพราะ กกต.ใช้อำนาจเรียกเอกสารจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
อย่าลืมว่า กกต. ไม่ได้รับโอนสำนวนจากดีเอสไอ แต่ กกต.ตั้งเป็นความปรากฏ และได้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนร่วมกันระหว่าง กกต. กับ ดีเอสไอ ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเราเรียกเอกสารหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอได้ ซึ่งเราก็เรียกมาหมด ทำให้คณะทำงานได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คณะชุดที่ 26 ได้เห็นในสำนวนแล้วอยากจะสืบสวนสอบสวนต่อ แต่ไม่มีเวลาดำเนินการ เพราะสังคมมองว่าคดีล่าช้าเกินไปแล้ว จึงต้องเร่งสรุป ทั้งนี้บางสิ่ง กกต. พิจารณา ยังเห็นว่ามันไปไม่สุด ถ้าเราไปสั่งสอบเพิ่ม ก็จะช้า เดี๋ยวมีคนจะมาหาว่า กกต.ดึงเกม เราถูกกดดันและอยู่ในข้อกังขาของประชาชน
ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า การสอบสวนที่ไม่สมบูรณ์ อาจทำให้บางคนหลุดจากคดีได้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า หากมีพยานอยู่จำนวนหนึ่ง ถ้ามีเพิ่มเติมเข้ามาด้วยก็จะเต็มที่ แต่เมื่อพยานที่มี เกิดข้อสงสัยก็เป็นไปได้ว่า เมื่อเป็นข้อสงสัยก็เป็นไปไม่ได้ ส่วนจะสอบเพิ่มก็จะถูกมองว่าดึงเวลาให้ช้า
ส่วนข้อเสนอแนะให้ส่งสำนวนฟ้องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาและไปหาหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า พูดเช่นนั้นง่าย แต่ กกต.มีไว้กลั่นกรองว่าสิ่งไหนที่ในเบื้องต้นสมควรจะไปถึงศาล หรือสมควรยุติ เพราะการส่งไปหมด จะมีทั้งคนที่ถูกกล่าวหา และไม่ควรถูกดำเนินคดี ก็จะถูกส่งไปด้วย ฉะนั้น กกต. ต้องใช้ดุลพินิจ มิฉะนั้นแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถกลั่นกรองอะไรได้