กรวีร์ จ่อถก 9 แกนนำภูมิใจไทย ฟ้องหมิ่นประมาท ‘ยิ่งชีพ’ กล่าวหาโยงฮั้วสว. โต้ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ย้ำตรวจสอบได้ อย่าใส่ร้ายโดยไร้หลักฐาน ย้อนหากถูกกล่าวหาเอี่ยว forex-ปลุกม็อบเด็ก จะใช้สิทธิ์ป้องกันตัวเองหรือไม่
เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 24 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยพยานหลักฐานคดีฮั้วสว. โดยมีชื่อนายกรวีร์ อยู่ด้วยว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หนึ่งในผู้ที่ไอลอว์เปิดเผยชื่อ ก็พูดไปแล้ว
เรื่องนี้พรรคภูมิใจไทยได้พูดคุยกัน โดยจะให้ทั้ง 9 คนที่ถูกพาดพิงและได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งต้องคุยกันว่าจะดำเนินคดีแบบไหน อย่างไรก็ตามตนแปลกใจ จากวันแรกมีการเปิดเผยรายชื่อทั้ง 9 คนที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. แต่ต่อมานายยิ่งชีพ กลับบอกว่าไม่ได้มีในเรื่องพยานหลักฐาน แต่ไปฟังจากคนอื่นที่มาเล่าให้ฟัง
นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ พวกตนทราบดีว่าต้องผ่านการตรวจสอบจากสังคม ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายการเมือง องค์กรอิสระ ซึ่งเรายินดีให้ตรวจสอบ เราไม่เคยหลบหนี แต่การตรวจสอบต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง ไม่ใส่ร้ายป้ายสีกัน ไม่เอาประเด็นที่ไม่มีหลักฐานมาใส่ความฝั่งตรงข้าม เพื่อให้เกิดความเสียหาย และทำให้สังคมเข้าใจผิด
นายกรวีร์ กล่าวว่า ตอนแรกตนคิดว่าเขามายื่นกับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน นึกว่าจะมีอะไรที่เป็นเรื่องใหม่ แต่เขาบอกเองว่าเป็นเรื่องเก่า ซึ่งนายพริษฐ์ ก็ทำเรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งตั้งกระทู้ การตรวจสอบจากกรรมาธิการ
เมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลเก่าทั้งหมด ต้องถามว่าเจตนาจริงๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวในตอนนี้ ทั้งที่ไม่ได้มีข้อมูลใหม่ ทำไปเพื่ออะไร ตนอยากจะรู้ การเคลื่อนไหวในช่วงนี้ เป็นไปตามจังหวะการเมืองหรือไม่ ไม่ได้มีเจตนามุ่งตรวจสอบ เพราะข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลเก่า จึงคิดว่าเป็นประเด็นเรื่องการเมืองหรือไม่
เรื่องนี้อยากฝากถึงองค์กรภาคประชาสังคม ภาคประชาชนต่างๆ ว่ากระบวนการตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ดี ถูกต้อง นักการเมืองต้องถูกตรวจสอบมากกว่าบุคคลทั่วไป แต่รากฐานและพื้นฐานการตรวจสอบต้องมาด้วยความชอบ และข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่มีเจตนาทางการเมืองที่แอบแฝง ทำให้คนอื่นเสียหาย
เมื่อถามถึงนายยิ่งชีพ หยิบยกระเบียบศาลฎีกาเกี่ยวกับกฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP) ซึ่งศาลอาจไม่สามารถรับฟ้องได้ นายกรวีร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการฟ้องปิดปาก ถ้านายกฯ พวกตน และสส.ฝั่งรัฐบาล ใช้อำนาจของรัฐไปปิดปากคนที่เอาความจริงออกมาเผยแพร่ต่อสังคม อันนี้ตนคิดว่าใช่
แต่เรื่องนี้เขายอมรับเองว่า สิ่งที่เขาพูดไม่ได้มีหลักฐาน ไม่ใช่เป็นความจริงและข้อเท็จจริงเลย แต่ทำให้คนอื่นเสียหาย โดยเฉพาะที่ออกมาเปิดเผยชื่อทั้ง 9 คน ชัดเจนมีการพูดถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เขาเสียหาย พวกเราต้องรักษาสิทธิ์และศักดิ์ศรีของตัวเอง
“ก็เหมือนกัน หากมีใครสักคนไปกล่าวหานายยิ่งชีพ อย่าเอ่ยชื่อเขาเลย เอาเป็นว่า ย.ช. จะยิ่งชีพ ยิ่งชั่ว ก็ไปว่ากัน มีคนไปกล่าวหาเขา สมมติว่ามีคนไปกล่าวหาเขาว่าอยู่ในขบวนการ Forex ด้วย ที่พรรคทางโน้นเขาเกี่ยวข้องจะทำอย่างไร หรือมีคนไปกล่าวหานาย ย.ช.ว่าสมรู้ร่วมคิดไปปลุกปั่นเยาวชน ให้ออกมาเคลื่อนไหว หรือทำให้สังคมเสียหาย ซึ่งเขาไม่ได้ทำแล้วจะออกมารักษาสิทธิ์ของตัวเองหรือไม่
ผมก็เหมือนกัน เราได้รับความเสียหาย ถูกใส่ร้ายป้ายสี เราต้องรักษาสิทธิ์ เพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับตัวเอง ถ้าพวกผมไม่ออกมาตอบโต้หรือดำเนินคดี เขาก็จะบอกอีกว่า นี่ไง ก็เฉย ก็รับ ซึ่งกระบวนการขั้นตอนเหล่านี้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย”นายกรวีร์ กล่าว
เมื่อถามถึงรายละเอียดในเนื้อความของนายยิ่งชีพ ที่ออกมากล่าวหา ที่มีการไล่เรียงรู้จักกับคนนั้น คนนี้ที่เป็นสว. นายกรวีร์ กล่าวว่า ในส่วนของคนอื่นตนไม่ได้ฟังโดยละเอียด จึงไม่ทราบว่าใครมีพฤติกรรมอะไร แต่ในส่วนของตน เขาบอกว่าคนที่เป็นผู้ช่วย สส.ของตน ซึ่งรู้จักกับผู้สมัครสว.และขับรถพาไป
“ผมฟังที่เขาพูด 2 รอบ ก็ถามตัวเองเหมือนกันว่าเกี่ยวอะไรกับผม ถ้าบอกว่าผมเป็นคนขับรถพาไปสมัคร สว. หรือผมอยู่ในขบวนการ มีคลิปวิดีโอ คลิปเสียง หลักฐานการโอนเงินว่าผมไปมีส่วนรู้เห็น ถ้าแบบนี้ก็ไปอย่าง แต่นี่ไม่ใช่ เพราะเป็นบุคคลอื่น แต่พยายามโยงให้มาถึงตัวผม ทำให้สังคมเข้าใจผิด ซึ่งผมฟังแล้วก็งง เพราะสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่ตัวผมเลย จึงชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีเจตนามาตรวจสอบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่เป็นประเด็นที่น่าจะโยงไปถึงการเมือง”นายกรวีร์ กล่าว