กรมที่ดิน แจงเหตุพิพาทเขากระโดง มีแค่ 3 คดี ย้ำเพิกถอนโฉนดทั้งพื้นที่ไม่ได้

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 กรมที่ดิน ออกใบแถลงชี้แจงว่า ตามที่มีรายงานข่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการตรวจสอบปัญหาที่ดินบริเวณเขากระโดง โดยระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลปกครอง ซึ่งได้วินิจฉัยเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และจะติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องนั้น

กรณี ที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ดและตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการนำเสนอข้อมูลและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของกรมที่ดินในหลายประเด็น โดยกรมที่ดินได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนขั้นตอนและผลการดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ การดำเนินการของกรมที่ดินได้ยึดถือและปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คำพิพากษาและคำสั่งของศาล รวมถึงกระบวนการพิจารณาทางปกครองที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิของรัฐและประชาชน ตลอดจนการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังปรากฏการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และผลการดำเนินการของกรมที่ดิน กรมที่ดินจึงขอเรียนชี้แจงสรุปผลการดำเนินการ ดังนี้

1. กรณีกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินต้องผูกพันและอยู่ภายใต้บังคับคำพิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 และศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษาในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟฯ นั้น ขอเรียนชี้แจง ดังนี้

1.1 กรณีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842 – 876/2560 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8027/2561 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ 1112/2563 ทั้ง 3 คดี เป็นคดีแพ่ง ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระหว่างโจทก์และจำเลยในคดี คำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ซึ่งมีผลผูกพันเด็ดขาดเฉพาะที่ดินในรายที่ชาวบ้านกับการรถไฟฯ ฟ้องร้องกันใน 3 คดีเท่านั้น

ซึ่งกรมที่ดินได้ดำเนินการตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว แต่ไม่อาจนำคำพิพากษาไปเพิกถอนที่ดินแปลงอื่นนอกเหนือจาก 3 คดีนี้ได้ เพราะแม้จะเป็นคำพิพากษาที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ใช้ยันบุคคลภายนอกได้ด้วยก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น บุคคลทั่วไปนอกคดีย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นพิสูจน์ต่อสู้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องให้โอกาสราษฎรต่อสู้พิสูจน์สิทธิดำเนินคดีแพ่ง

คำพิพากษาดังกล่าวไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ การอ้างว่าคำพิพากษานี้เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมดจึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา การรถไฟฯ จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาทั้ง 3 คดี ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง การที่การรถไฟฯ อ้างว่า กรมที่ดินต้องดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณพิพาททุกแปลง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 จึงเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดิน

การที่อธิบดีกรมที่ดินจะมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามความในมาตรา 61 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นั้น ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนเป็นที่ยุติว่าได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้การรถไฟฯ โต้แย้งว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยอ้างว่า ได้ที่ดินมาตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องมีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกาซึ่งเป็นสาระสำคัญมาแสดง แต่กรณีนี้ไม่มีแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกา จึงยังฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณดังกล่าว

สำหรับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน จำนวน 995 แปลง ซึ่งออกในบริเวณนี้ได้ดำเนินการออกไปโดยชอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและระเบียบในขณะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้ว โดยในขั้นตอนการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหลายร้อยแปลง การรถไฟฯ ได้มารับรองแนวเขตด้วยว่าไม่อยู่ในแนวเขตที่ดินการรถไฟฯ อ้างสิทธิ จึงฟังไม่ได้ว่าการรถไฟฯ มีสิทธิในที่ดินดีกว่าประชาชนที่มีหนังสือแสดงสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมีความแตกต่างกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ที่มีกฎหมายหวงห้ามและแผนที่แนบท้ายแสดงแนวเขตที่ดินชัดเจนว่า ที่ดินที่หน่วยงานของตนอ้างสิทธินั้นอยู่บริเวณใด ดังนั้น หากการรถไฟฯ เห็นว่าตนมีสิทธิในที่ดินดีกว่าเหตุใดจึงไม่ไปพิสูจน์สิทธิในศาลยุติธรรมตามที่ได้เคยดำเนินการมาแล้ว

1.2 กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ที่การรถไฟฯ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันเพิกถอนคำสั่งออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีนั้น ศาลได้พิพากษาว่า ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการให้มีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้

จึงเป็นเรื่องที่ศาลปกครองกลางได้พิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1195 – 1196/2566 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน