เด็จพี่ แนะ 4 มาตรการรับมือกำแพงภาษีสหรัฐฯ จี้ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจแห่งชาติ ช่วย SME รักษางาน ปกป้องปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีกับสินค้าไทย 12.5% ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกกระทรวงบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนทีมเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากกว่า 1 ล้านล้านบาท ตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบครั้งนี้มีขนาดใหญ่ และแม้ไทยกับสหรัฐฯ จะมีความสัมพันธ์อันดีและเป็นคู่ค้าที่สำคัญมาอย่างยาวนาน แต่มาตรการทางภาษีครั้งนี้ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออก การลงทุน การจ้างงาน ผู้ประกอบการไทย และธุรกิจ SME ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจประเทศ จึงขอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วน ทำงานเชิงรุก เพื่อจำกัดผลกระทบไม่ให้ลุกลามไปถึงการจ้างงาน รายได้ของประชาชน และค่าครองชีพ พร้อมขอเสนอ 4 มาตรการ ดังนี้

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า 1.รัฐบาลควรตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ติดตามผลกระทบด้านการค้า ประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ แอฟริกา และประเทศคู่ค้าอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

2.ควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างเร่งด่วน อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ และการลดภาระค่าธรรมเนียมของภาครัฐ เพื่อช่วยประคองธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้

3.ขอให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาสินค้า ยกระดับมาตรฐาน และทำตลาดออนไลน์ในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น พร้อมเร่งส่งเสริมจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านอาหาร ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และซอฟต์พาวเวอร์ ให้เป็นเครื่องยนต์สร้างรายได้อีกทางหนึ่งของประเทศ

4.รัฐบาลต้องเร่งดูแลแรงงานในภาคการผลิตและการส่งออก หากมีโรงงานหรือผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ ต้องมีมาตรการรักษาการจ้างงาน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้เกิดการเลิกจ้างเป็นวงกว้าง

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและประชาชนว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน และรัฐบาลมีแผนรับมือที่ชัดเจน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ผันผวน และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และภาครัฐมีมาตรการที่เหมาะสม เชื่อว่าภาคการส่งออก ธุรกิจ SME และเศรษฐกิจไทยจะสามารถปรับตัวได้ และจะไม่ปล่อยให้ผลกระทบลุกลามไปถึงปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน

ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญวิกฤตและความท้าทายมานับครั้งไม่ถ้วน กำแพงภาษีอาจกระทบตัวเลขเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องปกป้องให้ได้ คือการส่งออก การจ้างงาน และปากท้องของพี่น้องประชาชน เพราะเมื่อรักษาตลาดได้ ก็จะรักษางาน รักษารายได้ และรักษาอนาคตของคนไทยไว้ได้ นั่นคือความสำเร็จที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน