“สาทิตย์” ชี้ ฮั้วสว. คือรัฐประหารปชต. จี้ ‘แสวง’ สืบหาข้อเท็จจริง ให้สมชื่อ เตือน ไม่ยื่นฟ้องศาลเจอ 157 แน่ ขณะที่ ‘สิริพรรณ’ แนะ ‘สว.สำรอง’ ฟ้อง กกต. หากส่งคดีโกงสว. ถึงศาลฏีกาล่าช้า มอง 3 ทาง กังวลตัดตอน-ฟ้องบางส่วน ประเมินตัวเลข สว. 66 คนโดนสังเวย ด้าน ‘ยิ่งชีพ’ เปิดข้อมูล ‘สุบิน ศักดา’ ผู้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. นับสิบคน ภายใน 1 วันก่อนเลือกรอบจังหวัด
26 กรกฎาคม 2569 – ที่รัฐสภา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน จัดกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาค 2)”
โดยมีผู้ร่วมอภิปรายและพยานบุคคลร่วมเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.อ.สมยศ สีหาบัว อดีตผู้สมัคร กลุ่ม 15 จ.ภูเก็ต นายทรงยศ เหมหงษ์ อดีตผู้สมัครสว.กลุ่มที่ 16 จ.ภูเก็ต นายสมนึก สุชัยธนาวนิช อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 4 จ.สุโขทัย และนางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท สว.กลุ่มสำรอง
โดยในช่วงแลกเปลี่ยนความเห็น นายสาทิตย์ เปิดเผยว่า ตนมีข้อสังเกต 3 ข้อคือ 1. รูปแบบของกระบวนการฮั้ว สว. ที่พยานแต่ละคนที่ให้ผ่านสื่อสารมวลชน เวทีต่างๆ หรือบอกเล่าก็ดี มีรูปแบบที่ชัดเจน และเป็นรูปแบบเดียวกันหมดแสดงให้เห็นว่า ที่หลายคนพูดตรงกันนั้น เป็นข้อเท็จจริง ไม่มีส่วนที่เป็นการหยิบยกขึ้นมาแล้วเป็นการมโนขึ้นอย่างแน่นอน ในรูปแบบที่มีการดำเนินการอยู่ในเรื่องของการฮั้วสว.นั้น
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า แม้เรื่องนี้จะผ่านมาแล้วช่วงหนึ่ง แต่พยานสามารถเล่ารูปแบบในแต่ละเรื่องได้ชัดเจนมาก หลายคนยังเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ เอาไว้ ซึ่งตนคิดว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญมาก ในการที่จะดำเนินการต่อในเรื่องนี้ เรื่องที่ตนมองว่าต้องการประณามในเรื่องดังกล่าวคือการแจกเสื้อเหลืองที่เป็นการอ้างความจงรักภักดี แต่เอาความจงรักภักดีนี้ไปทำเรื่องชั่ว ซึ่งเราต้องประณามคนนั้น
นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อสังเกตที่ 2 ขอฝากไปถึงนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าที่มีการจัดงานโดยฝ่ายค้านก็ดี ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ก็ดี ก็ติดตามอยู่ แต่ก็จะดูว่าสิ่งใดบ้างอยู่ในสำนวนหมายความว่าที่พยานให้หลักฐานทั้งหลาย
หากอยู่ในสำนวนก็เป็นเรื่องที่เขาพิจารณาอยู่แล้ว แต่ความหมายที่นายแสวงพูดคือสิ่งใดที่ไม่อยู่ในสำนวนก็ฟังเอาไว้ หมายความว่าสิ่งที่นายแสวงที่เป็นเลขาธิการกกต. ซึ่งความจริงสอบตกแต่มีการทำคะแนนให้ผ่านมาได้
“คุณแสวงพูดเหมือนว่าสิ่งที่กำลังมีการให้ข้อเท็จจริง มีการเปิดข้อเท็จจริงเพิ่มในทุกวัน กกต.โดยคุณแสวงจะไม่สนใจ ผมกำลังจะบอกว่ากกต. กำลังจะทำผิดกฎหมายตัวเอง กกต.สืบสวนและสอบสวนหาข้อเท็จจริงโดยใช้ระบบการไต่สวน ระบบไต่สวนคือการแสวงหาข้อเท็จจริง
ฉะนั้น คุณแสวงต้องทำตามชื่อตัวเองคือแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งฝากถึงคุณแสวงด้วยและจะไปถึงกกต. ทุกคน หากคุณ ปฏิเสธการแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน ป.ป.ช. วันหนึ่งหากคุณตัดสินใจในทางที่ไม่ฟ้องหรือไม่ยื่นศาลในคดีฮั้วสว. ผมว่าคุณเจอ 157 แน่นอน แล้วหากเจอเรื่อง 157 อย่าลืมเรื่องคุณวาสนา เพิ่มลาภ ในอดีตด้วย” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เชื่อว่า หลังจากนี้จะมีคนลุกขึ้นมาให้ข้อมูลก้อนใหญ่ และเป็นหน้าที่ของกกต. ชุดใหญ่จะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวน
ขณะที่ข้อสังเกตข้อที่ 3 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีการหารือกันคือ เมื่อเราติดตามข้อมูลที่เกิดขึ้นและมีผู้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วเราคิดว่ากกต.ชุดใหญ่ ไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากส่งศาลพิจารณาเรื่องนี้เท่านั้น
เพราะกกต.โดยลำพังขณะนี้ต้องถือว่า อยู่ในความระแวงของพี่น้องประชาชน มีความไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีกระบวนการที่ผิดปกติเกิดขึ้นในกกต. หากจะพิสูจน์ข้อข้อเท็จจริงทั้งหมดได้ต้องให้ศาลสถิตย์ยุติธรรมเท่านั้น
ฉะนั้น เรื่องนี้ฝ่ายค้านจะต้องมีการแสวงหาความร่วมมือในการที่จะคุ้มครองพยานเพื่อให้เรื่องนี้เดินไปสู่ข้อเท็จจริง เพราะการฮั้วสว. คือการรัฐประหารประชาธิปไตย
ด้านนางสิริพรรณ กล่าวว่า ในกระบวนการได้มาของสว. ไม่ชอบการซื้อเสียง แต่การได้มาของสว. เป็นการซื้ออิทธิพลจากอิทธิพลเพื่อยึดกุมรัฐ ซึ่งคล้ายกับการโกงข้อสอบของท้องถิ่นที่ให้ฝ่ายปกครอง อำเภอ และจังหวัด พิจารณาคุณสมบัติมาถึงการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง กลุ่มที่พยายามทำเรื่องนี้ไม่ใช่ความบังเอิญแต่ใช้โครงข่ายอิทธิพล ยึดกุมอำนาจรัฐ
นางสิริพรรณ กล่าวว่า ในแง่ของกฎหมายเห็นว่ามี 2 ระดับคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง สว. จะจบที่ศาลฏีกาและกฎหมายอาญาในคณะชุดที่ 26 พิจารณาอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้งนี้การพิสูจน์ปราศจากข้อสงสัยอันสมควรพิสูจน์โดยกฎหมายอาญา
แต่กกต.ที่ควบคุม พ.ร.ป.สว. ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ว่าเท่านั้น ที่จะส่งไปศาลฏีกา ทั้งนี้ได้เห็นข้อมูลจำนวนมาก จากกรรมการตรวจสอบ จากพยานปากคำ เป็นหน้าที่ของกกต. ใช้แค่หลักฐานอันพึงเชื่อได้ว่า ไม่มีหน้าที่พิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย เพราะเป็นหน้าที่ของศาล
ซึ่งกกต.มีหน้าที่คุมกติกา ต้องไม่ยื้อเวลา เพราะต้นทุนความล่าช้า เป็นต้นทุนความไม่ชอบธรรม ขอบเขตอำนาจที่ส่งศาลฏีกา พึงเชื่อได้ว่า หรือคิดเป็นอื่นได้แล้ว
“กับสิ่งที่ กกต.ดำเนินการในคดีนี้ มีความเป็นไป 3 ทาง คือ 1. สั่งฟ้อง หากสั่งฟ้องทั้งหมดเป็นชัยชนะของสังคมไทย 2. ไม่ฟ้องเลย หรือยกคำร้องทั้งหมด จะถูกตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบและสังคมไทยสูญเสียของสภาสูง และ 3. ฟ้องบางส่วนที่มีความเป็นไปได้สูง
ทั้งนี้ต้นไม้ที่เป็นพิษ ตัดปลายที่เป็นพิษ แต่รากแก้วที่เป็นพิษยังอยู่ จะแตกหน่อสร้างมลพิษต่อ ทั้งนี้ปรากฎการณ์ได้มาของสว. ได้เห็นการใช้อิทธิพล เทคโนโลยี เครือข่ายยึดกุมอำนาจรัฐ สิ่งที่กังวลใจคือการตัดตอนผู้เสียหายบางส่วน ให้สังคมรับรู้ว่าถูกรับผิดชอบแล้ว” นางสิริพรรณ กล่าว
นางสิริพรรณ กล่าวต่อว่า ต้องยุติกระบวนการเลือก สว. ก่อนเลือกตั้งรอบหน้า ผ่านการแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เพราะหากมีกระบวนการตัดตอนคดีฮั้วสว. เชื่อว่าจะต้องคงเสียงข้างมากในสภาสูงไว้ 1 ใน 3 ซึ่งตัวเลขที่คาดว่าจะถูกฟ้องคือ สว. 66 คนที่ต้องถูกสละตำแหน่งเพื่อให้ สว.สำรองขึ้นมาทำหน้าที่ แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้
นางสิริพรรณ กล่าวต่อว่า การเอาผิด กกต.ด้วยมาตรา 157 อาจจะเป็นไปได้อยาก เพราะกกต.จะอ้างว่าทำตามกฎหมาย แต่มีอีกช่องทางที่จัดการกับ กกต.ได้ หากทำงานล่าช้าหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือ ศาลปกครอง โดย สว.สำรอง สามารถดำเนินการฟ้องร้อง กกต. ได้ ซึ่งตนหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่พยุงความชอบธรรมและความเชื่อมั่นในการจัดการเลือกตั้งกลับมา
ขณะที่ นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ตนเห็นนายอนุทินให้สัมภาษณ์ บอกว่าตนไม่น่าเชื่อถือ และจะไม่มีการประนีประนอม เพราะหลายครั้งแล้ว เวลาพูดอะไรจะได้คิดบ้าง รู้สึกเป็นเกียรติที่คนระดับนายกฯ จะต้องพูดถึง แต่จากที่ตนได้ฟังนักข่าวถามนายกฯ นายกฯว่า ท่านจะพูดด้วย ท่านไม่ได้ทำ
แต่สงสัยว่า หากคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมไม่ปฏิเสธก่อนแล้วค่อยอธิบาย แล้วท่านไม่ได้ตอบเลยว่าท่านได้เจอกับนางกุสุมาลวตี จริงหรือไม่ ท่านได้ไปที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ ในวันที่มีการประชุม สว. ที่มีพยานได้เคยพูดถึงไว้จริงหรือไม่ รบกวนท่านนายกฯ ชี้แจงก่อนดีหรือไม่ ไม่แน่ใจว่า ท่านนายกฯ ถือศีลข้อ 4 อยู่หรืออย่างไร
นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า ขอบคุณนายประเทือง มนตรี สว. ที่ถูกพูดถึง แล้วมีการออกมาชี้แจงว่า นางนาที รัชกิจประการ เป็นน้องสาวของท่านเลย ไม่ใช่แค่ลูกพี่ลูกน้อง และนางนาทีไม่ได้อยู่ในห้องประชุมในวันที่มีการทำโพย ซึ่งเมื่อตนได้กลับไปย้อนตรวจสอบกับพยานใหม่ ก็พบว่านางนทีไม่ได้อยู่ในห้องประชุมจริง
ฉะนั้น จึงต้องขออภัยนางนาทีด้วย แต่คนที่อยู่ในห้องประชุมคือ น.ส.ปกรณ์การ รัชกิจประการ ลูกสาวของนางนาที และขอเรียนถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า น.ส.ปกรณ์การ ใช่ลูกสาวของท่านหรือไม่ และน.ส.ปกรณ์การได้ไปอยู่ในห้องประชุมร่วมทำโพยหรือไม่
ซึ่งตนยังไม่เคยเห็น นายพิพัฒน์ ชี้แจงอะไรเลย นอกจากนี้ยังมีพยานบอกว่าคนชื่อ นายอธิวัฒน์ มนตรี เป็นผู้ประสานงานว่า ให้ใส่เสื้อสีเหลือง ถ้ารู้จักบุคคลชื่อนี้หรือไม่ เป็นลูกเป็นหลานของใครหรือไม่ อย่างไร
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีของ นางสุขสำรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น แม้จะมีการแจ้งความ แต่ยังไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ พร้อมยอมรับว่า ข้อมูลบางส่วนที่เคยนำเสนอมีความคลาดเคลื่อน
โดยก่อนหน้านี้ระบุว่า พ.ต.อ.วิเชียร โชคพิพัฒน์ทวี เป็นสามีของนางสุขสำรวย แต่ภายหลังได้รับข้อมูลว่าสามีที่ถูกต้องคือ พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิเชียร ก็ยังเป็นบุคคลที่พยานให้ข้อมูลว่า มีบทบาทชักชวนผู้สมัคร สว. จึงเห็นว่า นางสุขสำรวยควรออกมาชี้แจงความสัมพันธ์และข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีพยานกล่าวอ้างว่า มีการพูดคุยกันว่ากลุ่ม 14 เต็มแล้วจะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่ รวมถึงกรณีที่นายกนก ศรศิลป์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนา ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. และมีความเชื่อมโยงกับนางสุขสำรวย
ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 2 ราย ได้แก่นางสุพรรษา วันทนียกุล ผู้สมัคร สว.จังหวัดอำนาจเจริญ และนางวรรณา วันทนียกุล กลุ่ม 14 จังหวัดสงขลา ย้ำว่าแม้จะมีการแจ้งความแล้ว ผู้ถูกพาดพิงก็ยังสามารถออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงได้ และหากข้อมูลที่ตนนำเสนอผิดพลาดก็พร้อมยอมรับ
นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อีกคนที่ยังไม่เห็นชี้แจงอะไรคือนายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎรธานี พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินคนหนึ่งชื่อ นายสุบิน ศักดา ซึ่งมีประวัติรับโอนเงินจากผู้ถูกดำเนินคดีคนหนึ่งคือ นางนิสิตา หมั่นไชย หลายหมื่นบาท ซึ่งนางนิสิตตาเป็นเสมียนของพรรรคภูมิใจไทยที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายสุบิน มีประวัติโอนไปให้กับผู้สมัคร สว. จากอำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 10 คน โดยในวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็น 1 วันก่อนวันเลือก สว. ระดับจังหวัด
นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดการโอนเงินของสุบินไปยังบุคคลต่างๆ จำนวน 11 รายการ ประกอบด้วย 1. โอนให้นายโกศล สงรักษ์ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 1 จำนวน 8,000 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าคืนเงินที่ยืมมา 2. โอนให้นายเชวงศักดิ์ สุพัฒน์แก้ว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2 จำนวน 6,000 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าซ่อมรถกระบะ
3. โอนให้นายเชาวลิตร พละเลิศ ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 6 จำนวน 4,000 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าปุ๋ยทุเรียน 4. นายเมธา หมานพัฒน์ กลุ่ม 4 จำนวน 2,000 บาท โดยระบุว่าเป็นค่าตอไม้ 5. นายกนกศักดิ์ บุญรัตน์ ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 6 ระบุเป็นค่ายาฉีดทุเรียน
6. นายณัฐพงษ์ สาโรจน์ ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 17 ระบุเป็นค่าเช่าพระเครื่อง 7. นางทัศนีย์ อินทวิเศษ ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 17 โดยระบุว่าเป็นค่าเช่าตู้ 8. นายโกวิทย์ สินกลิ่น ผู้สมัคร สว.กลุ่ม 16 โดยระบุเป็นค่าเช่าพระเครื่อง 9. นางศุรดา เดชจันทร์แสง กลุ่ม 19 โดยระบุเป็นค่าบริการนวด และ 10. โอนเงิน 2,000 บาท ให้นางนงค์ใย บัวพินธุ์ ซึ่งไม่พบข้อมูลว่า เป็นผู้สมัคร สว. โดยระบุว่า เป็นการคืนเงินที่ยืมมา
ต่อมาในวันที่ 16 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเลือกสว.ระดับจังหวัด มีการโอนเงินให้คุณสุนิเชต สุพัฒน์แก้ว ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 8 จำนวน 2,000 บาท โดยระบุว่า เป็นการซื้อน้ำมันแบบแกลลอน โดยระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 รวมเป็นเงินประมาณ 38,000 บาท
