‘ทนายอั๋น’ หอบหลักฐาน ยื่น ปชน. ชงอัยการสูงสุด ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดขบวนการฮั้ว สว. พร้อมฟัน กกต. มาตรา 157 ย้ำต้องคุ้มครองพยาน ไม่ใช่ข่มขู่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ ยื่นหนังสือพร้อมหลักฐานในคดีฮั้วเลือกสว. ต่อ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน

โดยนายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กรณีที่พรรคประชาชนร่วมกับภาคประชาชน ผู้สมัครสว.ทั่วประเทศ และ สว.สำรอง ได้รวมตัวนำหลักฐานเกี่ยวกับการฮั้วสว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะส่งศาลฎีกาไว้พิจารณาและพิพากษาหรือไม่ อย่างไร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ตนในฐานะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ได้นำเรื่องนี้มายื่นให้พรรคประชาชน 2 ครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ทางพรรคอาจจะยังไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้

แต่วันนี้เราเห็นตรงกันแล้วว่า มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงและมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าพฤติกรรมของกลุ่มฮั้วสว. อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น ถ้าเราจะเฝ้ารอการดำเนินการของ กกต.ว่า กกต.จะส่งหรือไม่ส่ง ต้องมาลุ้นเพียงเท่านั้นกับระยะเวลาที่เหลือประมาณ 2-3 เดือน ตนคิดว่ามันอาจจะสายเกินไป วันนี้จึงมายื่นหนังสือให้กับพรรคประชาชน เพื่อพิจารณาว่าในระหว่างนี้เราจะทำอย่างหนึ่งอย่างใดได้หรือไม่ ซึ่งเราไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ กกต.

จึงเห็นตรงกันว่าอาจจะไปยื่นสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พฤติการณ์ของกลุ่มฮั้ว สว. ตั้งแต่ระดับคนของรัฐบาล จนถึง สว. หรือคนที่อยู่นอกสภาก็ดี ให้ดำเนินการกับพวกเขาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไปใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนในเรื่องของความมั่นคง เป็นต้น

นายภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนได้ยกร่างคำร้องตามมาตรา 157 ที่จะเอาผิด กกต.ไว้แล้ว และจะเปิดเผยในวันที่ 31 ก.ค.นี้

ด้าน น.ส.พนิดา กล่าวว่า หลังรับเรื่องแล้วจะมีการศึกษาสิ่งที่แนบมาทั้งหมดว่าจะนำไปทำอะไรต่อได้บ้าง และขอชวนทุกคนโฟกัสและส่งเสียงถึง กกต.ให้ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะกฎหมายเลือกตั้งนั้น ผู้มีอำนาจส่งศาลได้ คือ กกต.

ส่วนข้อมูลที่ทนายอั๋นยื่นมาและที่เราทำเองนั้นจะดำเนินการอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ นักวิชาการ ระบุในเวทีเสวนาเมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า กกต. ไม่มีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัยก่อนพิจารณาส่งศาล แต่ กกต.มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้จากชั้นไต่สวน หากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ก็สามารถส่งศาลได้ทันที โดยให้อำนาจการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยเป็นหน้าที่ของศาล

ขณะนี้เรามีหลักฐาน พยานจากต้นทางที่ไปให้ปากคำกับ กกต. และดีเอสไอ ดังนั้น เรามีข้อมูลชุดเดียวกัน จึงขอให้ กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา

“ขอฝากไปยังพยานทุกคนที่ติดตามอยู่ เนื่องจากเรายังไม่ชัดเจนว่า กกต.จะสรุปเรื่องนี้ตอนไหน ซึ่งตามกรอบเวลา คือ ภายในเดือน ก.ย. แต่เราได้ข่าวมาว่าอาจจะมีการเคาะมติในช่วงต้นเดือน ส.ค. ดังนั้น ฝ่ายค้านก็ทำงานแข่งกับเวลาเช่นกัน

พยานท่านใดที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐาน มีภาพ หรือมีวิดีโอที่อยากสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถส่งมาได้ที่วิปฝ่ายค้านได้เลย” น.ส.พนิดา กล่าว

ขณะที่ นายภัณฑิล กล่าวว่า ในส่วนของการฟ้องปิดปากภาคประชาชน โดยฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นั้น ต้องยืนยันว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ คนสาธารณะอย่างนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องชี้แจง ไม่ใช่มาฟ้องกลับให้เป็นภาระ

รวมถึง กกต. ที่มาพูดในทำนองข่มขู่ ทั้งที่ กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง สว.ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา กลับจะมาคุกคามประชาชน ฉะนั้น จึงต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต.ว่า ไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับมาคุกคามประชาชนอีก ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

ตนเรียกร้องว่าแท้จริงแล้วต้องคุ้มครองพยาน เพราะผู้ที่ออกมาก็หนักใจมากแล้ว บางรายถูกขู่ฆ่า ยังมาถูกฟ้องและถูกดำเนินคดีอีก ทั้งที่สิ่งที่ทำนั้นก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และปกป้องผลประโยชน์ของทุกคน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน