เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นคณะทำงานในการแก้ปัญหาบ้านพักตุลาการ ว่า เบื้องต้นนายกฯมอบหมายเรื่องนี้ให้นายสุวพันธุ์ เพราะสมัยที่นายสุวพันธุ์เป็นรมว.ยุติธรรมก็มีเรื่องร้องเรียนเหล่านี้เข้ามาด้วยเช่นกัน ไปพูดคุยหารือเพื่อหาทางออก ซึ่งเป็นการเข้าไปช่วยดูอีกแรงหนึ่งเท่านั้น เพราะเรื่องดังกล่าวเจ้าของพื้นที่อย่างกองทัพภาคที่ 3 , กอ.รมน. ได้ดูแลอยู่ โดยนายสุวพันธุ์ลงไปในฐานะส่วนกลางจะทำให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมีความถูกต้อง โดยนายสุวพันธุ์ต้องประสานกับผู้ชุมนุม ฝ่ายที่ดูแลสิ่งแวดล้อม แล้วเสนอนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ตนยังไม่ได้คุยกับนายสุวพันธุ์ในเรื่องนี้ หากนายสุวพันธุ์เห็นว่าจะต้องหาทางออกโดยใช้กฎหมายก็คงต้องมาคุยกันอีกที

“วันนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร คงต้องรอให้นายสุวพันธุ์ไปพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน จึงจะมีความชัดเจน แต่ส่วนตัวไม่ห่วงในเรื่องดังกล่าวแม้จะมีความเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่เชื่อว่าการชุมนุมของชาวเชียงใหม่ที่ไม่เห็นด้วยนั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตใจจึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง และขณะนี้ก็ไม่มีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย ไม่ยุ่งยากมากนัก แต่ต่อไปไม่แน่ เพราะผมได้ทราบอย่างไม่เป็นทางการว่าตอนนี้ยังไม่มีการถูกชักนำไปในทางที่ไม่สงบเรียบร้อย และที่เขาชุมนุมก็ชุมนุมกันอย่างเรียบร้อย” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวในที่สุดแล้วต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าไปแก้ไข ซึ่งเมื่อรัฐบาลเข้าไปแก้ไขก็จะต้องอาศัยความเข้าอกเข้าใจของทั้งสามฝ่าย คือ ตุลาการ ประชาชน ฝ่ายที่ดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนข้อตกลงเดิมในการจัดหาที่พักให้แก่อัยการซึ่งมีการอนุมัติงบประมาณมาตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา ซึ่งต้องเห็นใจศาลเช่นกัน ดังนั้นการจะพูดจาที่กระทบกระเทือนศาลคงไม่ได้ ศาลจึงต้องออกไปทางอุเบกขา หมายถึง สุดแท้แต่รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อถามว่า สุดท้ายแล้วจะจบตรงที่การใช้อำนาจหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และยังไม่น่าจะถึงขั้นนั้น เพราะคำสั่งตามมาตรา 44 นั้นมีไว้ในทางสร้างสรรค์ เราคงไม่ใช้มาตรา 44 เพื่อทุบตึก หรือ รื้อบ้านช่อง หรือ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ จึงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ และตนในฐานที่รับผิดชอบ 17 จังหวัดภาคเหนือก็ได้ส่งที่ปรึกษาลงไปดูเพื่อจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำให้ได้รู้คำตอบว่ายังไม่มีสัญญาณที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
เมื่อถามว่า จะถึงขั้นต้องทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า การทำประชามติอาจเป็นเรื่องใหญ่ ใช้งบประมาณมาก แต่ประชาพิจารณ์อาจจะทำได้เพราะไม่เป็นการสิ้นเปลืองมาก เช่นเดียวกับที่เพจเฟสบุ๊กไทยคู่ฟ้า เปิดรับฟังความคิดเห็นจากแฟนเพจก็เป็นทางหนึ่งที่จะนำไปประกอบการพิจารณา นอกจากนี้เพจอื่นๆก็ยังสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้เพราะช่วยกันทำมากๆก็ถือเป็นเรื่องดี

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน