“ผอ.JICไทย” ลั่น ไทยไม่ได้ขอให้โลกเชื่อเรา แต่ขอให้โลก ตรวจสอบข้อเท็จจริง ย้ำเคารพ UN-สิทธิมนุษยชน แต่ต้องรับฟัง ข้อมูลสองฝั่งชายแดน เหตุประชาชนไทย ได้รับผลกระทบ เช่นกัน
10 สิงหาคม 2569 – พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวถึงกรณี สื่อกัมพูชา เผยแพร่ความเห็นของ นักวิเคราะห์ที่กล่าวหาว่า ประเทศไทยไม่ให้ความสำคัญกับ องค์การสหประชาชาติ (UN)
หลังรัฐบาลไทยทักท้วงรายงานของนาย Tom Andrews ผู้อำนวยการ JIC นั้น ผอ. JICไทย ยืนยันว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีปัญหากับสหประชาชาติ และให้ความสำคัญกับ UN มาโดยตลอด
พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทย กำลังดำเนินการคือ การปกป้องข้อเท็จจริง โดยการเคารพ UN ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว ไทยจะต้องยอมรับข้อมูลทั้งหมดโดยไม่สามารถตั้งคำถามได้
“หากข้อมูลใดยังไม่ครบถ้วน ไทยมีสิทธิชี้แจง หากตัวเลขใดยังมีข้อสงสัย ไทยมีสิทธิขอให้ตรวจสอบ และหากข้อกล่าวหาใด กระทบต่อประเทศไทย ไทยก็มีหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงของเรา”
ผอ.JICไทย กล่าวอีกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การต่อต้าน UN แต่เป็นการทำงานผ่านกระบวนการสากลอย่างตรงไปตรงมา การไม่ตอบภายใน 2 วัน ไม่เท่ากับไม่ให้ความสำคัญ UN
เมื่อถามว่า กรณีที่มีการวิจารณ์ว่า นาย Andrews ส่งร่างถ้อยแถลงให้ฝ่ายไทยล่วงหน้า 2 วัน แต่ไทยไม่ได้ตอบกลับ จึงถูกมองว่า สะท้อนถึงการไม่ให้ความสำคัญกับ สหประชาชาติ ผอ. JIC กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “การตีความ” การไม่ได้ตอบเอกสาร ภายในระยะเวลา 2 วัน กับการไม่ให้ความสำคัญกับ สหประชาชาติ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
ทั้งนี้ เนื่องจากประเด็นดังกล่าว เกี่ยวข้องทั้งด้านความมั่นคง เขตแดน การทหาร สิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อมูลจึงจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบ และการประสานงานจากหลายหน่วยงาน “เรื่องระดับประเทศ ความถูกต้องสำคัญกว่า ความรวดเร็ว”
พล.อ.อ.ประภาส ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทย กำลังสื่อสารอย่างเป็นทางการและชัดเจน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณา มากกว่าการนำกรอบเวลาการตอบเอกสารเพียง 2 วัน มาตีความว่า ไทยไม่ให้ความสำคัญกับ UN
ส่วนกรณีตัวเลขชาวกัมพูชา ที่เคยอพยพถึง 650,000 คน ซึ่งนาย Andrews ระบุว่า อ้างอิงจากรายงานของ UN นั้น ผอ.JICไทย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้บอกให้ปฏิเสธตัวเลขเพียงเพราะตัวเลขดังกล่าวมาจากฝ่ายใด โดยสิ่งที่ประเทศไทยตั้งคำถามเป็นไปตามหลักสากล
ได้แก่ตัวเลขมาจากไหน เก็บข้อมูลเมื่อใด ครอบคลุมพื้นที่ใด ใช้วิธีการนับอย่างไร และผ่านการตรวจสอบไขว้หรือไม่ ซึ่งถ้าตัวเลขถูกต้อง ก็ต้องสามารถอธิบาย และตรวจสอบได้
“ยิ่งเป็นตัวเลข ที่ถูกนำไปใช้ในเวทีระหว่างประเทศ และอาจมีผลต่อการรับรู้ว่า ใครต้องรับผิดชอบ ยิ่งจำเป็นต้องมีมาตรฐานในการตรวจสอบที่สูง คำว่า ‘UN’ ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดการตั้งคำถาม แต่ควรเป็นหลักประกันว่า ข้อมูลสามารถตรวจสอบได้” ผอ. JIC กล่าว
ส่วนกรณีที่ ฝ่ายกัมพูชา ระบุว่า นาย Andrews ลงพื้นที่ด้วยตนเอง จึงถือว่า ได้เห็นข้อเท็จจริงแล้วนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยเคารพการลงพื้นที่ และไม่เคยปฏิเสธความทุกข์ของประชาชนกัมพูชา
แต่คำถามสำคัญคือ หากกำลังพูดถึงผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ การตรวจสอบเพียงฝั่งเดียว จะสามารถสะท้อนภาพทั้งหมดได้หรือไม่ ประชาชนไทย ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ประชาชนไทยต้องอพยพ ขณะที่บ้านเรือน และการดำรงชีวิตของประชาชนไทย ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว
“ถ้าเรายืนยันว่า ‘Human Rights Have No Nationality’ สิทธิมนุษยชนไม่มีสัญชาติ เราก็ต้องใช้หลักการนั้นกับทั้ง ชาวกัมพูชาและชาวไทย” นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเรียกร้อง “Fact-Finding- Opinion” ต้องแยกให้ชัด
ส่วนกรณี นักวิเคราะห์กัมพูชา กล่าวหาอย่างรุนแรงว่า ไทย “ปฏิเสธ กล่าวหา และบิดเบือน” รวมถึงพยายามปกปิดความจริงจากประชาคมโลก ผอ. JIC กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก
เนื่องจากความคิดเห็นของ นักวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อสรุปของสหประชาชาติ ไม่ใช่มติของ UN ไม่ใช่คำวินิจฉัยของ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน และไม่ใช่เสียงของประชาคมระหว่างประเทศ ใครสามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ไม่ควรนำความคิดเห็นนั้น มาสร้างภาพเสมือนว่า Wโลกตัดสินประเทศไทยแล้วW
ทั้งนี้ ผอ. JIC ยังเรียกร้องให้สื่อทุกฝ่ายแยก 3 คำให้ชัดเจน คือ Fact — Finding — Opinion
หรือ ข้อเท็จจริง-ข้อค้นพบ-ความคิดเห็น เพราะทั้งสามสิ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เมื่อถามว่า ปม “ทหารไทยอยู่ในดินแดนกัมพูชา” ชี้เขตแดนตัดสินด้วยพาดหัวข่าวไม่ได้ ผอ. JIC กล่าวว่า ข้อกล่าวหาใน ประเด็นเกี่ยวกับอธิปไตย และเขตแดนไม่สามารถตัดสินกันด้วยบทสัมภาษณ์หรือพาดหัวข่าว ต้องดูหลักฐาน เอกสาร ข้อตกลง กลไกที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายระหว่างประเทศ
การกล่าวหาเดิมๆซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวหานั้น กลายเป็นข้อเท็จจริง ประเทศไทยยืนยัน ที่จะใช้กลไกที่เหมาะสมและสันติ ในการแก้ไขปัญหา และไม่ควรนำพื้นที่สื่อ มาใช้ตัดสินประเด็นเขตแดนแทนกระบวนการที่ได้รับการยอมรับ
เมื่อถามว่า ประเทศไทยพร้อมให้หน่วยงานระหว่างประเทศ เข้ามาตรวจสอบหรือไม่ ผอ.JIC กล่าวว่า นี่คือประเด็นที่ต้องการย้ำให้ชัดที่สุด ประเทศไทยไม่กลัวการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากต้องการทราบว่า เกิดอะไรขึ้น ขอให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลาง
โดยดูทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา รับฟังประชาชนของทั้งสองประเทศ ตรวจสอบพิกัด เวลา ภาพถ่าย ความเสียหาย หลักฐานทางกายภาพ และข้อมูลทางเทคนิค พร้อมใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
“ประเทศไทย ไม่ได้ขอให้ประชาคมโลกเชื่อเรา เพราะเราพูดว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราเพียงขอให้โลกตรวจสอบหลักฐาน แล้วตัดสินจาก ข้อเท็จจริง”
เมื่อถามว่า มีข้อความที่ต้องการส่งถึง นาย Tom Andrews และประชาคมระหว่างประเทศ ผอ. JIC กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยมีความเรียบง่าย ไทยเราเคารพ UN เราเคารพสิทธิมนุษยชน เราเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และเราพร้อมให้ตรวจสอบ ความเป็นธรรม ต้องหมายถึง การรับฟังทุกฝ่าย
“หากรายงานฉบับสุดท้าย กำลังจะถูกนำเสนอต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สิ่งที่ประเทศไทยคาดหวังคือ ข้อเท็จจริง จากทั้งสองฝั่งชายแดน ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียม
ผมขอย้ำว่า อย่าเชื่อไทยเพียงเพราะไทยพูด และก็อย่าเชื่อฝ่ายใดเพียงเพราะ ฝ่ายนั้นพูด ควรตรวจสอบหลักฐาน รับฟังทุกฝ่าย แล้วให้ ข้อเท็จจริง เป็นผู้ตัดสิน
Thailand does not ask the world to take our word for it. We ask the world to examine the evidence.
ไทยไม่ได้ขอให้โลกเชื่อเรา เราขอให้โลกตรวจสอบหลักฐาน นี่คือจุดยืนของประเทศไทย” ผอ.JIC. กล่าว
