ซูเปอร์โพล เผย ประชาชน หนุนกวาดล้างปืนผิด กฎหมาย สูงถึง 84.14 % หวัง ตำรวจ เข้าถึงที่เกิดเหตุรวดเร็ว หยุดอันตรายได้ ก่อนเกิดความสูญเสีย

12 ส.ค. 69 – ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง มาตรการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กวาดล้างปืนผิดกฎหมาย ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

โดยสำรวจระหว่างวันที่ 10 – 11 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,045 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

ส่วนผลการสำรวจ เรื่อง “มาตรการของ สตช.กวาดล้างปืนผิดกฎหมาย ฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” สะท้อนให้เห็นว่า

ในช่วงเวลาที่สังคมมีความกังวลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืน ประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อมาตรการของ สตช. ทั้งในมิติของการป้องกัน การเข้าระงับเหตุ การกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย ตลอดจนการควบคุมอาวุธปืนของทางราชการ

ในภาพรวม ข้อมูลที่ค้นพบไม่ได้สะท้อนเพียงการยอมรับต่อ “การกวาดล้างปืน” เท่านั้น แต่แสดงให้เห็นความคาดหวังของประชาชน ต่อการเปลี่ยนแนวทางด้านความปลอดภัย จากการตอบสนองหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ

โดยประชาชนให้น้ำหนักสูง กับการปรากฏตัวของตำรวจ ในพื้นที่สาธารณะ ความรวดเร็ว ในการเข้าถึงเหตุ และความสามารถในการลดความเสี่ยง ก่อนที่จะเกิดความสูญเสีย

เมื่อพิจารณาความคิดเห็นต่อมาตรการกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมาย พบว่า มาตรการที่ประชาชนให้การตอบรับสูงที่สุด คือ การเพิ่มกำลังตำรวจตรวจตราโรงเรียน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล ตลาด และพื้นที่สาธารณะ ร้อยละ 84.14

รองลงมา ได้แก่ การเข้าถึงและระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 82.41 และ การกวาดล้างอาวุธปืนผิดกฎหมายทั่วประเทศ ร้อยละ 80.69

ขณะที่การกวาดล้างการซื้อขายอาวุธปืนและสิ่งเทียมอาวุธทางออนไลน์ และการตรวจสอบควบคุมการเบิกจ่ายอาวุธปืนของทางราชการ มีสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 78.97

ผลการสำรวจส่วนนี้มีนัยสำคัญในทางสังคมศาสตร์ สะท้อนว่าสิ่งที่ประชาชนรับรู้และให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนการจับกุมอาวุธปืน แต่คือ ความสามารถของรัฐในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีผู้ดูแล และสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันเวลา ประชาชนดูเหมือนให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยที่สัมผัสได้” มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนมองไม่เห็นโดยตรง

การเพิ่มกำลังตรวจตราในโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า หรือตลาด จึงมีคุณค่าในสองมิติพร้อมกัน คือ การป้องปรามเชิงกายภาพ ซึ่งอาจช่วยลดโอกาสเกิดเหตุ และการสร้างความมั่นคงทางความรู้สึกให้ประชาชนรับรู้ว่ารัฐมีความพร้อมที่จะปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน

หากพิจารณาค่าร้อยละทั้ง 5 มาตรการ พบว่า ทุกมาตรการ มีประชาชนตอบรับอยู่ในระดับประมาณ ร้อยละ 79-84 และมีช่วงห่างระหว่างมาตรการสูงสุดกับต่ำสุดเพียงประมาณร้อยละ 5.17

จึงไม่ควรตีความว่า ประชาชน ต้องการเพียงการเพิ่มกำลังตำรวจ แต่ควรตีความว่า ประชาชนสนับสนุนมาตรการหลายด้านควบคู่กัน โดยให้น้ำหนักมากเป็นพิเศษกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและตอบสนองต่ออันตรายที่เกิดขึ้นโดยตรง

ผลสำรวจ ในมิติความเชื่อมั่นต่อ มาตรการควบคุมอาวุธปืนของ สตช. ในยุคของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พบว่า ประชาชนเชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุสูงที่สุด ร้อยละ 80.18 ตามด้วย ความรวดเร็วในการเผชิญเหตุ ร้อยละ 78.97 และ ความปลอดภัย ร้อยละ 78.96

ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังอยู่ที่ร้อยละ 74.52 และความเชื่อมั่นต่อความจริงจังในการแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมายอยู่ที่ร้อยละ 70.34

ตัวเลขชุดนี้ทำให้เห็นว่า “การป้องกันก่อนเกิดเหตุ” กลายเป็นองค์ประกอบที่มีความเชื่อมั่นสูงที่สุด ซึ่งในทางนโยบายจึงสามารถตีความได้ว่า ประชาชน ไม่ได้คาดหวังเพียงตำรวจ ที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิด หลังเกิดความสูญเสีย แต่กำลังคาดหวัง ตำรวจเชิงป้องกัน ที่สามารถประเมินความเสี่ยง ตรวจพบความผิดปกติ เข้าถึงพื้นที่ และหยุดเหตุได้ก่อนที่จะขยายตัวไปสู่ความรุนแรง

ผลสำรวจ จึงสนับสนุนหลักคิดสำคัญว่า ความสำเร็จของงาน ตำรวจ ในอนาคต ไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้กระทำผิด ที่จับได้หลังเกิดเหตุ แต่ควรวัดจำนวนความสูญเสีย ที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ด้วย

ขณะที่ ความเชื่อมั่นต่อ “ความจริงจังในการแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมาย” ร้อยละ 70.34 ต่ำกว่าความเชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุประมาณ ร้อยละ 9.84 จุดนี้ถือเป็นทั้ง “ช่องว่าง” และ “โอกาสทางนโยบาย” เพราะประชาชนอาจเห็นทิศทางและเชื่อมั่นต่อหลักการป้องกัน แต่ยังต้องการเห็นผลลัพธ์ของการปราบปรามปืนผิดกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ต่อเนื่อง และสามารถตรวจสอบได้

เมื่อถามถึงผลลัพธ์ที่ประชาชนคาดหวังจากมาตรการควบคุมอาวุธปืน พบว่า ร้อยละ 83.68 คาดหวังว่า จะสามารถเข้าถึงและเผชิญเหตุได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในตาราง รองลงมา ร้อยละ 82.42 คาดหวังว่าจะ ช่วยลดความเสี่ยงของเหตุรุนแรง และร้อยละ 75.52 คาดหวังว่า จะทำให้รู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ตัวเลขชุดนี้ช่วยยืนยันผลว่า เวลาในการตอบสนองต่อเหตุ เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ในสายตาของประชาชน ความปลอดภัยจึงไม่ได้เกิดจากการมีกฎหมายหรือกำลังตำรวจจำนวนมากเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อประชาชนกำลังตกอยู่ในอันตราย ตำรวจสามารถไปถึงได้เร็วเพียงใด และสามารถหยุดอันตรายได้ก่อนเกิดความสูญเสียหรือไม่

นี่เป็นการเปลี่ยนจากแนวคิดเรื่อง “กำลังตำรวจ” ไปสู่แนวคิดเรื่อง “ขีดความสามารถในการตอบสนอง” ซึ่งอาจวัดได้ในเชิงปฏิบัติ เช่น ระยะเวลาตั้งแต่รับแจ้งจนถึงถึงที่เกิดเหตุ ความพร้อมของสายตรวจ ความครอบคลุมของพื้นที่ และความพร้อมของชุดตอบโต้เหตุรุนแรง

ดังนั้น ข้อมูลทั้งหมดไม่ได้บอกเพียงว่า “ประชาชนสนับสนุนการกวาดล้างปืน” แต่กำลังบอกสิ่งที่ลึกกว่านั้นว่า ประชาชนต้องการระบบความปลอดภัยที่สามารถเห็นความเสี่ยงก่อน เข้าถึงเหตุเร็วเมื่อเกิดเหตุ และลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด

เนื่องจากผลสำรวจระบุชัดถึงมาตรการควบคุมอาวุธปืนของสตช.และผลที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อการป้องกันก่อนเกิดเหตุร้อยละ 80.18 และความรวดเร็วในการเผชิญเหตุร้อยละ 78.97 จึงกล่าวได้ว่า ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง มีความเชื่อมั่นเชิงบวก ต่อองค์ประกอบสำคัญของมาตรการที่ดำเนินการ

ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย จากผลการสำรวจเสนอให้ สตช. พัฒนามาตรการต่อยอดอย่างน้อย 6 ประเด็นสำคัญ 1. เปลี่ยนจากการกวาดล้างเป็นครั้งคราวไปสู่ระบบบริหารอาวุธปืนอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมโยงการอนุญาต การครอบครอง การโอน การต่อทะเบียน ปืนสูญหาย ปืนของทางราชการ และปืนที่เข้าสู่คดี เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางของอาวุธปืนแต่ละกระบอกได้อย่างเป็นระบบ

2. กำหนดพื้นที่เปราะบางเป็นพื้นที่ป้องกันเชิงรุกโดยเฉพาะโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ตลาด สถานีขนส่ง และสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวจำนวนมาก พร้อมวางมาตรฐานการตรวจตราและการตอบสนองเหตุอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยง

3. กำหนดเวลาเข้าถึงเหตุเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสถานีตำรวจ เพราะข้อมูลชี้ตรงกันว่าประชาชนให้ความสำคัญกับความรวดเร็วอย่างมาก ควรสามารถประเมินได้ว่าแต่ละพื้นที่ใช้เวลาเฉลี่ยเท่าใดตั้งแต่รับแจ้งจนถึงเข้าถึงเหตุ และพื้นที่ใดจำเป็นต้องปรับกำลังหรือระบบสั่งการ

4. ทำให้ผลการกวาดล้างปืนผิดกฎหมายประชาชนมองเห็นได้ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อความจริงจังในการแก้ปัญหาปืนผิดกฎหมายอยู่ที่ร้อยละ 70.34 ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มตัวชี้วัด จึงควรสื่อสารผลลัพธ์อย่างโปร่งใส เช่น จำนวนปืนที่ตรวจยึด แหล่งที่มา เครือข่ายจำหน่าย และการดำเนินคดี โดยไม่เปิดเผยข้อมูลที่กระทบการสืบสวน

5. เพิ่มมาตรการจัดการตลาดอาวุธออนไลน์เพราะการซื้อขายอาวุธและสิ่งเทียมอาวุธผ่านช่องทางออนไลน์เป็นความเสี่ยงที่ประชาชนให้ความสำคัญ ควรผสานงานด้านเทคโนโลยี การสืบสวนออนไลน์ และการติดตามเส้นทางการเงินเข้าด้วยกัน

และ 6. พัฒนาระบบแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุ โดยเชื่อมโยงตำรวจ โรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง ภาคเอกชน และประชาชนเข้าด้วยกัน ภายใต้หลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงสามารถถูกส่งต่อและประเมินได้ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่เหตุรุนแรง

ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาพที่ค่อนข้างชัดว่า ประชาชนให้การตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนและยกระดับความปลอดภัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะมาตรการที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้โดยตรง ได้แก่ การเพิ่มกำลังตำรวจในพื้นที่สาธารณะ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ และความรวดเร็วในการเข้าระงับเหตุ

ข้อค้นพบดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจในบริบทของความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความเข้มงวด” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการป้องกัน ความรวดเร็วในการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถมองเห็นและรู้สึกได้จริง

ดังนั้น ความท้าทายต่อไปของสตช. คือการเปลี่ยนมาตรการเร่งด่วนให้กลายเป็น ระบบความปลอดภัยที่ยั่งยืน จาก“เกิดเหตุแล้วไปจับ” ไปสู่ “เห็นความเสี่ยงก่อน ป้องกันก่อน เข้าถึงเร็ว และหยุดความสูญเสียให้ได้ก่อนสายเกินไป”

และหากสามารถดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส วัดผลได้ และทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง ย่อมมีแนวโน้มที่จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสตช.และภาวะผู้นำของผบตร.ในระยะต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน