รองโฆษก รัฐบาล แจง รับฟังเสียงวิจารณ์ มาตรการคุมอาวุธปืน ย้ำตรวจสอบเข้ม “ครอบครอง-พกพา-ใช้งาน-ซื้อขาย” เพื่อสังคมปลอดภัย ส่วนนักกีฬายิงปืน พิจารณาให้เหมาะสมการใช้งานกีฬา
12 ส.ค. น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อวิจารณ์แนวทางควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาล ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และข้อกังวลเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเอง รวมถึงผลกระทบกับนักกีฬายิงปืน
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกฎหมายใหม่ ยังไม่สรุปว่ารัฐบาลจะห้าม 100% ในทุกกรณี หรือตัดสิทธิประชาชนในการป้องกันตนเอง
โดยหลักคิดของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ต้องการให้การครอบครอง พกพา และการใช้อาวุธปืน อยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดมากขึ้น โดยแยกระหว่างสิทธิในการครอบครองกับ สิทธิในการพกพา และใช้อาวุธให้ชัดเจน แม้อาวุธปืนจะมีทะเบียนถูกต้อง แต่ไม่สามารถพกพาในที่สาธารณะ หรือหยิบมาใช้ได้ตามใจ
รัฐบาล ต้องจัดการทั้งปืนเถื่อนและถูกกฎหมาย ไม่ได้เลือกปฎิบัติอย่างใดก่อน โดยได้ระงับโครงการปืนสวัสดิการใหม่ การระงับและตรวจสอบการออกใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 การจัดระเบียบใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
การตรวจสอบผู้ค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุน การตรวจสอบอาวุธและกระสุนในสนามยิงปืน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอให้ตรวจสุขภาพกาย สุขภาพจิต หรือการ Set Zero โดยเรียกผู้ครอบครองอาวุธปืนทั้งหมดกลับเข้าสู่กระบวนการคัดกรองใหม่ เป็นข้อเสนอที่สามารถนำมาศึกษาได้ แต่ต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบ ความพร้อมของหน่วยงาน และหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมก่อนนำไปใช้จริง
และต้องดูเรื่องความปลอดภัยของ ประชาชน หากข้อเสนอใดดีและทำได้จริง รัฐบาลพร้อมรับฟัง และกำลังจัดการตั้งแต่ต้นทางใสการจัดการใบอนุญาต ผู้ค้า กระสุน ฐานข้อมูล ปืนในระบบ และปืนเถื่อน
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลว่า ประชาชนจะไม่สามารถใช้อาวุธปืนป้องกันตนเอง แม้กระทั่งภายในบ้านต้องย้ำว่า แนวนโยบายของรัฐบาล ไม่ได้ลบล้างหลักกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตามหลักการป้องกัน โดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ยังคงมีผล
โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและความพอสมควรแก่เหตุเป็นรายกรณีไป และยังไม่มีกฎหมายใหม่ที่กำหนดห้ามป้องกันตัวเช่นนั้น แต่การอ้างว่ามีปืนไว้ป้องกันตัว ต้องไม่ถูกใช้เป็นเหตุผลให้พกปืนในพื้นที่สาธารณะเรื่องปกติ เพราะไม่รู้ว่าคนที่ถือปืนเพื่อป้องกันตัว ข่มขู่ หรือใครกำลังเตรียมก่อเหตุ
ส่วนนักกีฬายิงปืน รัฐบาลรับทราบข้อกังวล และจะพิจารณารายละเอียดให้เหมาะสมกับการใช้งานเพื่อการกีฬา โดยต้องตรวจสอบและจัดเก็บอาวุธเครื่องกระสุนในสถานที่ที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ยุติการเล่นกีฬายิงปืนหรือปิดโอกาสทางการกีฬา
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า การนำประเด็นนโยบายกัญชามาเปรียบเทียบกับมาตรการควบคุมอาวุธปืน ต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายของแต่ละเรื่อง เรื่องร้านค้าหรือผู้ประกอบการกัญชา หากพบรายใดฝ่าฝืนหลักเกณฑ์
ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่นำเรื่องดังกล่าวมาตัดสินล่วงหน้าว่ามาตรการควบคุมปืน จะล้มเหลวเช่นเดียวกันเพราะอาจไม่เป็นธรรมต่อข้อเท็จจริงของทั้งสองเรื่อง
“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่ทำให้คนดีกลัวกฎหมาย แต่ต้องการทำให้ทุกคนตระหนักว่าการมีปืนจะมาพร้อมข้อจำกัดและความรับผิดชอบที่สูงมาก ปืนไม่ควรเป็นสิ่งที่พกติดตัวไปในชีวิตประจำวันหรือหยิบออกมาแสดงเพื่อข่มขู่กันได้ง่ายๆ
ดังนั้นรัฐบาล จะคุมตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการครอบครอง พกพา การใช้งาน การค้าและเครื่องกระสุน และปราบปรามปืนเถื่อนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพื่อเอาชนะข้อถกเถียงทางการเมือง แต่ทำให้ปืนออกจากชีวิตประจำวันของประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้น” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว