เจเศรษฐ์ ลุยสั่งการ 7 จังหวัดลุ่มน้ำโขง รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง ย้ำต้องสื่อสารไว-ถูกต้อง-เข้าถึง ยันน้ำลดงานต้องจบ คืนพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ
เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดนครพนม (หลังใหม่) นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ในพื้นที่จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยมีผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม เลย หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี เข้าร่วมประชุม
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่และการประชุมครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามข้อห่วงใยของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับสถานการณ์อุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ และมอบหมายให้ตนลงมารวบรวมข้อมูลจากจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เห็นสถานการณ์และความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างรอบด้าน ก่อนนำข้อมูลกลับไปเรียนให้นายกฯทราบ และร่วมกันพิจารณาแนวทางบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆ สนับสนุนพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว
วันนี้สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงรับทราบว่าพื้นที่ไหนมีปัญหา แต่ต้องรู้ด้วยว่าปัญหาอยู่ตรงไหน พื้นที่มีความพร้อมอะไร มีข้อจำกัดอะไร และต้องการการสนับสนุนเรื่องใด เพื่อที่ตนจะได้นำข้อมูลทั้งหมดกลับไปเรียน และหาแนวทางบูรณาการร่วมกันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

นายเจเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า การรับมือสถานการณ์ในปัจจุบันต้องทำทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ควบคู่กัน เนื่องจากสภาพอากาศมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การบริหารจัดการจึงต้องอาศัยข้อมูลจากพื้นที่จริงและการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมได้ก่อนเกิดผลกระทบ
สิ่งที่เราต้องทำคือ รู้ก่อน เตรียมก่อน และช่วยทันที ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงเข้าไปแก้ ทั้งเรื่องน้ำ เครื่องมือ บุคลากร และแผนการช่วยเหลือต้องเตรียมไว้ก่อน
ส่วนการประชาสัมพันธ์ต้องไวมาก เพราะประชาชนต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พื้นที่ไหนได้รับผลกระทบ ระดับน้ำเป็นอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร และภาครัฐกำลังดำเนินการอะไรอยู่ สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องถูกต้องและเป็นข้อมูลเดียวกัน ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องไปหาข้อมูลจากข่าวลือหรือข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
นายเจเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการประปาก็เช่นกัน ต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้ทั้งเรื่องสถานการณ์น้ำ การใช้น้ำอย่างเหมาะสม การบริหารจัดการ รวมถึงกรณีที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบประปา ต้องแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ให้ประชาชนเป็นฝ่ายตามหาข้อมูลเอง ต้องสื่อสารทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ให้เข้าถึงทุกกลุ่ม
ส่วนการเตรียมรับมือภัยแล้ง ไม่ควรรอให้เข้าสู่ช่วงแล้งแล้วจึงเริ่มเตรียมการ แต่ต้องนำข้อมูลสถานการณ์ในอดีตมาใช้เป็นฐานในการวางแผน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลจากปีก่อนๆ ทั้งพื้นที่ที่เคยขาดแคลนน้ำ ระยะเวลาที่เริ่มประสบปัญหา ปริมาณน้ำที่มีอยู่ ความต้องการใช้น้ำ และแนวทางที่เคยใช้แก้ไขปัญหา เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันและกำหนดกรอบการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานสำรวจและตรวจสอบพื้นที่ทุกจุดภายหลังระดับน้ำลดลง โดยต้องเร่งดำเนินการให้พื้นที่กลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่ปล่อยให้มีสิ่งตกค้างหรือจุดที่ยังอยู่ในสภาพไม่พร้อมใช้งาน พร้อมให้แต่ละหน่วยจัดทำรายงานผลการดำเนินงาน ระบุจุดที่ตรวจสอบแล้ว จุดที่ดำเนินการเรียบร้อย และจุดที่ยังต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้สามารถติดตามงานได้จนเสร็จ
สำหรับกระสอบทรายและวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ป้องกันน้ำท่วม ได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการจัดเก็บจากทุกพื้นที่ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย พร้อมตรวจสอบพื้นที่ให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้วัสดุจากการป้องกันภัยกลายเป็นปัญหาต่อประชาชนภายหลังน้ำลด
ทั้งนี้ ข้อมูลสถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ และขีดความสามารถของแต่ละจังหวัด รวมถึงข้อมูลเพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง จะถูกรวบรวมและนำไปประมวลเพื่อเสนอแนวทางบูรณาการในภาพรวมต่อไป เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการรับมือสาธารณภัยสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง