กกต. แจงเจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน‘ตาก-อำนาจเจริญ’ พบผิดจริงพร้อมไล่ออกแล้ว ยันไม่กังวลคดีฮั้วเลือก สว. ไม่หลุดกรอบเวลา ถกครบ 7 ข้อหาสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเว้นให้ กกต.ตกผลึก ลงมติรายบุคคล ย้ำทุกมติต้องมีเหตุผล-พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อ​วันที่ 14 ส.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงสังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเลือกสว. รวมถึงกรณีมีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีเลือกตั้ง สส.ว่า ก่อนหน้านั้น ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในสํานวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส. ปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามา และสั่งให้ไต่สวนเพิ่มเติมใน 2 จังหวัด คือ ตาก และอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นสํานวนคดีของ สส.

กรณีที่จ.ตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีปัญหาทุจริตเรียกรับเงิน ทางสำนักงาน กกต. ได้รับทราบข่าวและมีผู้ร้องเรียนเข้ามา จึงตั้งกรรมการสอบสวน และพบว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นกระทำผิดจริง ปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวน มีมติไล่ออก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนที่จ.อำนาจเจริญ เป็นอีกเคสที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดี สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงตั้งกรรมการสอบสวน จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ถูกไล่ออกไปก่อนในเคสแรก แต่ขั้นตอนทางวินัยยังดำเนินการค้างอยู่

ล่าสุด คณะกรรมการสอบสวนทางวินัย มีความเห็นเบื้องต้นว่าควรให้ไล่ออกและปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ คาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้

ในส่วนของ สส. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง สส. สํานวนนั้นเป็นอีกสํานวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำ แต่ปรากฏในภายหลังว่ามีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ตัว สส.

เมื่อถามย้ำว่าจะมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมหรือไม่ เนื่องจากมีการระบุชื่อบุคคล เช่น น.ส.ญาณี สีฟ้า ซึ่งเป็น สจ. ที่สนิทกับ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสํานวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

หากจะตั้งเป็นความปรากฏได้นั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันถึงขนาดนั้น จึงยังไม่ตั้งสํานวนไปยังตัว สส.ที่เกี่ยวข้อง เรื่องจึงจบลงแค่นั้นก่อน ส่วนสํานวนการเลือกตั้ง สส. ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยลงไปทำนั้น มีการวินิจฉัยไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าจำเป็นต้องนำสํานวนทุจริต สส.ดังกล่าวกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอาจทำให้ข้อมูลที่ กกต.ได้รับไม่ตรงกับความเป็นจริง นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนสํานวนใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่มีเหตุปัจจัยหรือหลักฐานที่ถึงขั้นจะตั้งสํานวนใหม่ได้

โดยเรื่องร้องเรียนของตัวสส. ในการเลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ส่วนใหม่ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่ปรากฏเส้นเงินในภายหลัง ยังไม่ไปถึงเหตุที่จะต้องตั้งสำนวนเพิ่มเติมกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้

เมื่อถามถึงประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ กกต. มีความกังวลหรือมองเรื่องนี้อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่กังวล เราพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน โดยสํานวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ถือเป็นสํานวนหลัก ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็นว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่

สํานวนคดีมีเพียงสํานวนเดียวเท่านั้น จึงไม่ต้องกังวล หากพยานหลักฐานในสํานวนหลักของคณะอนุที่ 26 รวบรวมไว้ว่าอย่างไร กกต. ต้องพิจารณาตามสํานวนนั้นเป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะอนุที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงการโหวตลงมติคดีฮั้วสว. ที่มีข่าวลือว่า สว.อาจจะรอด เพราะ กกต. ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว.ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต.ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ

ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยจะมีระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะอนุที่ 26 ตามคณะอนุที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต. เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล แม้จะมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ ขออย่ากังวล เพราะการลงมติ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต. แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป

เมื่อถามย้ำถึงกรอบเวลา เนื่องจากฝ่ายค้านกังวลว่าการพิจารณาอาจยืดเยื้อจากเดือนส.ค.ไปถึงก.ย. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงาน

ในสัปดาห์สุดท้าย คาดว่าจะพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย โดยกกต.ได้ประชุมพิจารณา ไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหา

กระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนมีข้อหาเดียว โดย กกต.จำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน

ทั้งนี้ หลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายเสร็จ จะเว้นช่องว่างไว้ 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้ กกต.แต่ละท่านนำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิดและสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยรายบุคคลต่อไป

การพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงอาญาแต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริต หรือ ไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งแค่อย่างหลังก็ส่งศาลฎีกาได้แล้ว

ส่วนกระบวนการลงมติ กกต.ยอมรับว่าในการประชุมพิจารณาแต่ละข้อหา กรรมการแต่ละท่านย่อมมีการพูดคุย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีคำตอบเบื้องต้นอยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้

เมื่อถึงเวลาลงมติ กกต.ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 หรือคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้ตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล

เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่า มีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ

เมื่อถามถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อ กกต. ที่มักถูกกล่าวหาเรื่องการล้มสํานวนหรือการทุจริต นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน ฉะนั้น สิ่งใดที่เป็นข้อข้อหา เราต้องขจัด เราต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรี จิตใจที่ดีและกล้าหาญ ในเรื่องที่ถูกต้องและมีคุณธรรมของความเป็นข้าราชการ ซึ่งจะต้องดูแลบ้านเมืองให้ได้ ขณะนี้กำลังขันน็อตและปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน