“รองศุภจี” เร่งเครื่อง Visitor Economy ลุยสุวรรณภูมมิ แก้ปัญหาให้บริการขาเข้าทั้งระบบ สร้างความประทับใจ อำนวยความสะดวก นักเดินทาง สนับสนุนการแข่งขัน การท่องเที่ยวไทย ระยะยาว

18 ส.ค. 69 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี

ลงพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามกระบวนการให้บริการผู้โดยสารขาเข้า รับฟังปัญหาจากหน่วยปฏิบัติ และหารือแนวทางการทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นหนึ่งในภารกิจของคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ที่มีรองนายกรัฐมนตรีศุภจีเป็นประธาน เพื่อเน้นการแก้ไขปัญหาและปลดล็อกอุปสรรคที่สามารถดำเนินการได้ในระยะสั้น อันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยเร็ว

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้ในมิติด้านการท่องเที่ยว ใช้กลไกของคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy ที่มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน โดยคณะทำงานดังกล่าวให้ความสำคัญกับ Visitor Economy

ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตจากการท่องเที่ยวทั่วไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเพื่อการศึกษา ธุรกิจ สุขภาพ (Wellness) ตลอดจนวัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่มีระยะเวลาพำนักและการใช้จ่ายต่อคนในระดับสูง สะท้อนการปรับแนวคิดจากการมุ่งเพิ่มจำนวนผู้มาเยือน สู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสบการณ์ที่ดีตลอดการเดินทาง

ผลจากการลงพื้นที่ครั้งนี้นำไปสู่ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วน โดยเน้นการกำหนดมาตรการ ผู้รับผิดชอบ และกรอบระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลในทางปฏิบัติและสามารถติดตามความคืบหน้าได้ โดยมีแนวทางสำคัญ

อาทิ เร่งลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองโดยเร่งประสิทธิภาพตู้ตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ปรับการบริหารกำลังพลตามเที่ยวบินและช่วงเวลา Peak Hours จัดระเบียบและเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่รองรับผู้โดยสาร

รวมทั้งบูรณาการข้อมูลผู้โดยสารและเที่ยวบินแบบเรียลไทม์ เพื่อให้หน่วยงานสามารถประเมินปริมาณผู้โดยสารและเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและพื้นที่ได้ล่วงหน้าก่อนเครื่องบินลงจอด

พร้อมทั้ง การยกระดับความปลอดภัยด้วยมาตรการเชิงรุกของตำรวจท่องเที่ยว อาทิ การดูแลบริเวณสายพานรับกระเป๋า จัดกำลังลาดตระเวนร่วม (Joint Patrol) ตรวจสอบและกำกับดูแลกรุ๊ปทัวร์ จัดระเบียบรถสาธารณะ ปราบปรามไกด์เถื่อนและการชักชวนนักท่องเที่ยว

โดยเฉพาะการเฝ้าระวัง และตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย และใช้เทคโนโลยีประเมินสถานการณ์ ผ่านระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) และศูนย์สั่งการอัจฉริยะ การปรับปรุงแนวทางใช้ประโยชน์พื้นที่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ศักยภาพของพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการรองรับผู้มาเยือน การเชื่อมโยงระบบการเดินทาง และการต่อยอดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่

สำหรับมาตรการดังกล่าวจะมุ่งเน้นให้เกิดผลได้จริงในระยะสั้น โดยแต่ละหน่วยงานจะมีการกำหนดผู้รับผิดชอบ แนวทางดำเนินการ และกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลเพื่อให้การแก้ไขปัญหาไม่หยุดอยู่เพียงข้อเสนอจากการประชุม แต่สามารถนำไปปฏิบัติและเห็นผลกับผู้มาเยือนได้จริง

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนแนวทางที่เปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาในเชิงระบบเพียงอย่างเดียวมาเป็นการลงพื้นที่เพื่อเห็นปัญหาจริง เชื่อมหน่วยงาน และปลดล็อกสิ่งที่ทำได้ทันที เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้มาเยือน และต่อยอดทุกจุดสัมผัสให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ สอดรับกับการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่ Visitor Economy อย่างสมบูรณ์

โดยนางศุภจี ย้ำว่า ประเด็นที่สามารถแก้ไขได้ทันทีจะเร่งประสานหน่วยงานให้ดำเนินการ ขณะที่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน หรือการลงทุนระยะยาวจะนำไปหารือและวางกรอบการดำเนินงานในระดับรัฐบาล

โดยเป้าหมายสำคัญคือ ให้ทุกหน่วยงานทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นประตูประเทศที่สร้างความประทับใจ อำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน