โสภณ ตั้ง กก.พิจารณาคำร้อง ฝ่ายค้าน-สว. ขอศาลฎีกาสอบป.ป.ช. ยกฟ้องคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น แจง ตั้งคนนอกร่วมเพื่อความโปร่งใส ยันไม่ใช่กก.ทิพย์ โยนช้า-เร็วอยู่ที่กก. ขอเอาสมองไปทำอย่างอื่น เหน็บอย่าหมกมุ่นอยู่เรื่องเดียว

เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าการส่งคำร้องของฝ่ายฝ่ายค้านและสว. ขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการ ไต่สวนอิสระการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากกรณีพิจารณายกคำร้องคดีซุกหุ้น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้ว

โดยมีบุคคลบุคคลภายนอก ร่วมด้วย เมื่อพิจารณาเสร็จ ตนจะแถลงให้ประชาชนทราบว่าตนใช้ดุลพินิจอะไรในการพิจารณาส่งหรือไม่ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกา

เมื่อถามว่าสามารถเปิดเผยรายชื่อของคณะกรรมการที่เป็นบุคคลภายนอกได้หรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ยอมรับว่าไม่มีใครอยากแบกเรื่องนี้ เราต้องไปขอร้องมา และมีข้อตกลงร่วมกันว่าระหว่างการทำงานขอความเป็นอิสระ หลังจากสรุปรายงานแล้ว ก็พร้อมเปิดเผยรายชื่อว่ามีใครบ้าง ยืนยันว่าไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการทิพย์

นายโสภณ กล่าวว่า ส่วนจะพิจารณาให้เสร็จภายในเดือนนี้ได้เลยหรือไม่นั้น ต้องถามคณะกรรมการ เพราะการทำงานเป็นอิสระ ซึ่งแต่งตั้งโดยอำนาจของ ประธานรัฐสภาที่ถูกต้องตามระเบียบรัฐสภา ดังนั้น ก็ได้รับเบี้ยประชุมตามปกติ

เมื่อถามว่ามีการกำหนดหรอบเวลาทำงานหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ในวันที่ไปเจรจากันนั้น บอกว่าขอให้ไปทำให้ละเอียด ถ้าส่งมาเร็วตนก็ทำได้เร็ว ถ้าจะช้าก็ได้แค่นี้ ทั้งนี้ ตนขอยกตัวอย่าง ที่ตนตั้งกรรมการชุดหนึ่งพิจารณา เรื่องแต่งตั้งบุคคลเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งตนได้ให้เวลา 90 วัน วันนี้กรรมการชุดดังกล่าวมีการขอขยายเวลาอีก 30 วัน เพราะตนให้โจทย์ว่า ผลออกมาอย่างไรต้องตอบสังคมได้

ต่อข้อถามว่าเป็นเรื่องภายในสภาฯในการเข้าชื่อกันเอง เหตุให้จึงให้บุคคลภายนอกมาร่วมตรวจสอบ นายโสภณ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญเขียนว่า ให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ ตนจึงต้องรอบคอบ การจะใช้ดุลยพินิจอย่างไรก็ต้องหาข้อมูล

นี่คือดุลยพินิจอันแรก และมองว่าในอดีตมีการตั้งกรรมการอยู่แล้ว ตนจึงตั้งกรรมการด้วย ถ้าตั้งเฉพาะคนในก็จะถูกข้อครหาว่าตั้งคนใต้บังคับบัญชาของตนเอง ดังนั้น จึงตั้งทั้งคนใน คนนอก ก่อนจะมาเป็นกรรมการชุดนี้ ยืนยันว่าตนไม่เคยคุยกับท่านเหล่านั้น ดูจากเกียรติยศที่เขาเคยทำอะไรมา เคยเป็นศาล เคยเป็นตำรวจ จึงไปขอให้มาเป็นกรรมการจนได้ครบตามจำนวน

เมื่อถามว่าจะถูกมองว่ายื้อเวลาหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า จะยื้ออย่างไร ถ้าพูดว่ายื้อมันก็ยื้อ ถ้าพูดว่าไม่ยื้อมันก็ไม่ยื้อ ต้องดูที่ขั้นตอน ว่าในอดีตเป็นอย่างไร ตนไม่อยากใช้เรื่องพวกนี้มาโต้ตอบกัน

“ผมไม่ได้สนใจใครจะบอกว่ายื้อหรือไม่ยื้อ ผมทำงานเรื่องนี้ ผมคิดว่าจบในกระบวนการ จากนี้เหลือแค่ผล ผมเอาสมองไปทำเรื่องอื่นที่ประเทศชาติกำลังประสบอยู่ในตอนนี้ สมควรใช้สมองทำเรื่องอื่นบ้าง อย่ามัวหมกมุ่น แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ไม่ให้ความสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าทุกวันต้องมาพูดแต่เรื่องเดียว ก็ทำให้มันเห็นผล ให้สังคมเชื่อถือก็แล้วกัน”นายโสภณ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน