กรุงเทพมหานคร ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่ง 50 เขต เช็กย้อนหลัง เกิน10ปี ปมต่างด้าว สวมสิทธิใบชมพู รายงานภายใน 21 ส.ค. นี้ หวั่นช่องโหว่เปิดทางทุจริต เล็งสอบเส้นทางการเงิน-หลักฐานเอาผิด
20 ส.ค. 69 – ที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ว่า
กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใช้บัตรประจำตัวสีชมพู ซึ่งเป็นบัตรสำหรับบุคคลต่างด้าว ไม่ใช่บัตรประชาชนสำหรับบุคคลทั่วไป โดยพบว่า กระบวนการดังกล่าวอาจมีรูปแบบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายลักษณะ ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าว ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีบุตร
แต่ภายหลังบุตร เดินทางกลับประเทศของตนเอง ขณะที่เอกสารการเกิด ยังคงมีชื่อบุตรอยู่ จากนั้นอาจมีการนำข้อมูลของบุคคลดังกล่าวมาใช้สวมสิทธิ์ เพื่อย้ายชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้าน แห่งใดแห่งหนึ่ง และนำไปใช้ประกอบการขอจดทะเบียน หรือจัดทำเอกสาร ให้มีสถานะเสมือนเป็นบุคคลต่างด้าว ที่อยู่ในประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังอาจมีรูปแบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการย้ายบุคคลจากทะเบียนบ้านกลาง เข้าสู่ทะเบียนบ้านแห่งใดแห่งหนึ่ง เนื่องจากการจัดทำบัตรประจำตัว จำเป็นต้องมีทะเบียนบ้านเป็นหลักฐานประกอบ โดยอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนราษฎรในพื้นที่ เป็นอำนาจของ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในแต่ละพื้นที่
“พบข้อสังเกตบางประการ ที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีในพื้นที่เขตดินแดง ซึ่งมีบ้านหลังหนึ่งพบว่า มีบุคคลย้ายเข้า หรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนเป็นจำนวนประมาณ 40-45 คน จึงถือเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด” ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ภายหลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าดำเนินการในกรณีดังกล่าว กทม.มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 คน ออกจากตำแหน่ง หรือออกจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก่อน
พร้อมสั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ในพื้นที่อื่น หรือสำนักงานเขตอื่น มีลักษณะเดียวกันหรือไม่ กำหนดให้การตรวจสอบเบื้องต้นแล้วเสร็จ และแจ้งให้รายงานมาภายในวันที่ 21 ส.ค. นี้ จากเดิมที่แจ้งให้รายงานภายในวันที่ 1 ก.ย. 69 เพื่อพิจารณาความเชื่อมโยงของบุคคล และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังได้สั่งให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปมากกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อค้นหาความผิดปกติในลักษณะเดียวกัน โดยให้ตรวจสอบข้อมูลใน ทุกสำนักงานเขต ขณะที่กรณีในพื้นที่เขตดินแดง เมื่อปี 2567 พบข้อมูลที่ต้องสงสัยพุ่งสูงมากจึงจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดและความเชื่อมโยงเป็นรายกรณี
นายชัชชาติ กล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม คือเส้นทางการเงิน ด้วยว่า เนื่องจากหากพบว่า มีการจ่ายเงินระหว่าง นายหน้า กับ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขต จะสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาได้ว่า มีผลประโยชน์ หรือการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่
โดยการเข้ามาช่วยตรวจสอบของหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้รวดเร็ว และมีข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น
“สิ่งที่น่าสนใจคือ รูปแบบที่มีเส้นการเงิน ตัวอย่างเช่น ที่ตำรวจไปจับก็ตรวจสอบเส้นทางให้เรามั่นใจว่า มีความไม่สุจริตอยู่ ก็ทำให้ กทม. สามารถไล่ออกได้ ให้คนออกก่อนได้เร็วขึ้นเลย” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวถึงระบบแจ้งเตือน กรณีมีบุคคลจำนวนมากอยู่ในทะเบียนบ้านว่า ตามหลักการ หากบ้านใดมีบุคคลอยู่เกิน 15 คน ระบบจะมีสัญญาณเตือนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวในปัจจุบันเป็นการแจ้งเตือนสำหรับบุคคลทั่วไปหรือบุคคลสัญชาติไทย ขณะที่กรณีบุคคลต่างด้าวยังไม่มีระบบแจ้งเตือนในลักษณะเดียวกัน จึงอาจทำให้บางกรณีไม่ถูกตรวจพบโดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ หากมีการย้ายบุคคลจำนวนมาก เข้าสู่ทะเบียนบ้านในวันเดียวกัน ย่อมเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยและควรตรวจสอบ แต่หากมีการทยอยย้ายเข้าทีละราย ระบบอาจไม่สามารถแจ้งเตือนได้ แม้ในทางกายภาพจำนวนบุคคลที่อาศัยอยู่ในบ้านจะเกินความเหมาะสมก็ตาม
นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า หากจำนวนบุคคล ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสูงเกินหลักเกณฑ์ หรือเกินความเหมาะสม เจ้าหน้าที่ควรเข้าไปตรวจสอบ โดยยกตัวอย่างกรณีบ้านเขตดินแดง ที่บ้านมีพื้นที่ประมาณ 40 ตร.ม. แต่มีบุคคลอยู่หรือมีชื่อในทะเบียนจำนวนมากถึง 40 คน ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่มีความผิดปกติอย่างชัดเจน
ส่วนการตรวจสอบ จะมีการตรวจสอบย้อนหลัง หากพบการเชื่อมโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้วหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบจะต้องดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และหากพบว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามความผิดอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า การให้หน่วยงานภายนอก เข้ามาร่วมตรวจสอบมีความสำคัญ เพราะ กทม.มีข้อจำกัดด้านอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลบางประเภท โดยเฉพาะข้อมูลเส้นทางการเงิน หรือการเรียกข้อมูลจากบุคคลภายนอก
แต่ตำรวจมีอำนาจในการดำเนินการดังกล่าว ทำให้สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของนายหน้า เจ้าหน้าที่ และการโอนเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ กทม.ไปเรียกคนอื่นมาให้ข้อมูลอะไรก็ไม่ค่อยได้ เพราะเราไม่มีอำนาจ แต่พอตำรวจไปดูเส้นทางเงินได้ ก็ทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
“การตรวจสอบภายในด้านวินัยของกทม. อาจใช้เวลานาน เนื่องจากต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล แต่เมื่อมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยสืบสวน จะทำให้สามารถรวบรวมข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่กรณีดังกล่าวสามารถดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ 4 รายออกจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ก่อน ขณะที่การสอบสวนทางวินัยจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว
สำหรับความกังวลต่อกรณีดังกล่าว นายชัชชาติ ยอมรับว่า มีความกังวล เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ระบบอาจมีช่องโหว่บางประการ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน และอำนาจบางส่วนอาจกระจุกอยู่กับเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่คน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริต หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ
กทม. จำเป็นต้องทบทวนกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ลูกทิพย์พ่อทิพย์ รวมถึงกระบวนการจดทะเบียนและการย้ายเข้าทะเบียนราษฎร พร้อมทั้งต้องตรวจสอบว่า มีช่องโหว่ในกระบวนการอื่นอีกหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต
ขณะเดียวกัน กทม.จะต้องปรับแนวทางการทำงาน โดยให้ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ควรปล่อยให้อำนาจการดำเนินการในเรื่องสำคัญตกอยู่กับ เจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว รวมถึงอาจพิจารณาการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้านทะเบียน เพื่อป้องกันการสะสมอำนาจ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริต
ส่วนกรณีที่ กทม. มีนโยบายแก้ไขปัญหาการทุจริตอยู่เดิม และมีข้อเสนอให้เพิ่มประเด็นงานฝ่ายปกครองและงานทะเบียนราษฎรเข้าไปในมาตรการดังกล่าวหรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า จำเป็นต้องเพิ่มและปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
“ถือว่า ก็เป็นเคสที่ทำให้ทุกคนได้ปรับปรุงกระบวนการใหม่ให้มันรอบคอบ แล้วก็ให้โปร่งใสมากขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
สำหรับกรณีที่มีข้อมูลผู้ต้องสงสัยมากกว่า 3,000 ราย นายชัชชาติ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับกรณีเดียวกัน เนื่องจากอาจเป็นข้อมูลที่มาจากหลายบ้านหลายหลัง จึงต้องตรวจสอบในรายละเอียดเป็นรายทะเบียนบ้าน ว่าแต่ละบ้านมีการลงทะเบียนบุคคลไว้จำนวนเท่าใด
เบื้องต้นเข้าใจว่า มีการกำหนดเกณฑ์จำนวนประมาณ 15 คน เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบ แต่จำนวนดังกล่าวอาจมีการปรับลดลงตามความเหมาะสม ก่อนที่จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบทะเบียนบ้านแต่ละหลังอย่างละเอียดต่อไป
“จากกรณี พ่อทิพย์ ที่พบว่า ชายหนึ่งคนมีการจดทะเบียนสมรสกับบุคคลต่างชาติหลายราย เช่น 5 – 6 ราย ก็ถือเป็นข้อมูลที่ควรตั้งข้อสังเกต และตรวจสอบเพิ่มเติม โดยสามารถเรียกข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้
เพื่อพัฒนาระบบให้มีลักษณะเป็น Early Warning หรือระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายหรือการทุจริตในวงกว้าง” ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว