ปชป. บุกป.ป.ช. ยื่นร้องคุ้มครองพยานคดีโกงสอบท้องถิ่น จี้เปิดทางสาวเส้นเงิน อย่าตัดตอนแค่ปลาซิวปลาสร้อย สาวให้ถึง ‘บิ๊กการเมือง’ พงศกรเผยข้อมูลจากภาคใต้-อีสาน มีเหตุอันควรเชื่อมโยงถึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรี แต่ผู้ให้ข้อมูลยังไม่กล้าเปิดปาก เพราะกลัวติดคุก
เมื่อวันที่ 24 ส.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค ยื่นหนังสือต่อป.ป.ช.
เพื่อขอให้พิจารณาออกมาตรการคุ้มครองและกันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นไว้เป็นพยาน เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีข้อมูลสำคัญ สามารถให้ข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ และขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง โดยมี นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับหนังสือ
นายไพศาล กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้เงียบหาย ที่ผ่านมาสังคมมุ่งความสนใจประเด็นการเมืองระดับชาติ แต่เรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นกลับเงียบหายไป ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ ทำลายระบบราชการและโครงสร้างประเทศ
ตนได้รับการร้องเรียนและข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กจำนวนมาก โดยผู้ให้ข้อมูลมีทั้งพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน และทราบถึงตัวผู้บงการ แต่ยังไม่กล้าเปิดตัวเพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีไปด้วย
นายไพศาล กล่าวว่า ป.ป.ช. มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช. จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่
“ถ้า ป.ป.ช. ใช้มาตรา 131 และ 135 กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมด มันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” นายไพศาล กล่าว
นายไพศาล กล่าวว่า มูลค่าความเสียหายรอบนี้ประเมินจากผู้เกี่ยวข้องราว 5,900-6,000 คน หากคิดอัตราเรียกรับเงินเฉลี่ยคนละ 600,000 บาท ตัวเลขจะสูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท และยังไม่นับรวมรอบก่อนหน้านี้ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่แค่ตัวเงิน แต่ทำให้ระบบราชการท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาล เสียหายอย่างหนัก
ประชาชนผู้สุจริตถูกตัดสิทธิ ขณะที่เด็กจบใหม่บางรายที่ตกเป็นเหยื่อต้องถูกปลดจนหมดอนาคต เกิดความเครียดถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลเพื่อให้คดีนี้เดินหน้าถึงที่สุด
“ฉะนั้นประชาธิปัตย์เราไม่ยอมเรื่องนี้แน่นอน เพราะความเสียหายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหลายพันล้านบาท แต่เป็นความเสียหายต่อระบบประเทศ เพราะหากบุคคลที่เข้าสู่ตำแหน่งราชการผ่านการทุจริตได้รับการบรรจุและมีอำนาจดูแลงบประมาณของประชาชน ย่อมอาจส่งผลต่อการบริหารราชการและการใช้งบประมาณในระยะยาว”นายไพศาล กล่าว
นายไพศาล กล่าวต่อว่า พรรคขอเรียกร้องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าผู้ที่เคยจ่ายเงิน ผู้ที่ถูกหลอก ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการ หรือผู้ที่มีข้อมูลกระบวนการทุจริต ไม่ต้องหวาดกลัว สามารถส่งข้อมูลผ่านเพจทนายไพศาลช่วยด้วย ตนพร้อมเป็นตัวกลางประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับความเป็นธรรม จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป แม้กระแสสังคมหรือกระบวนการจะเงียบลงก็ตาม
ด้าน นายพรชัย กล่าวว่า กระบวนการนี้ทำลายโอกาสของคนสุจริตและเปิดทางให้การทุจริตตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ารับราชการ มีการอ้างโควตาจากผู้ใหญ่ อธิบดี ไปจนถึงนักการเมือง ทำให้ข้าราชการที่เข้ามาด้วยวิธีนี้ถูกล็อกชีวิตไว้ให้ตกเป็นฟันเฟืองทุจริตไปตลอดการทำงาน
“ข้าราชการเหล่านี้จะถูกกระบวนการนี้ล็อกชีวิตไว้เลยทั้งชีวิต เขาจะต้องทุจริต เพราะชีวิตแรกที่เขาเข้ามารับราชการนั้นเขาทุจริต เขาจะถูกบังคับให้ทำงานเป็นแรงงานทุจริตในระบบราชการ ซึ่งเรารับไม่ได้ เพราะคนพวกนี้อยู่ในท้องถิ่น ต้องใช้งบประมาณเพื่อชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่” นายพรชัย กล่าว
ขณะที่ นายพงศกร กล่าวว่า ขบวนการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) หรือกระทรวงมหาดไทย แต่ยังพบพฤติการณ์ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งที่มีการจ่ายเงินต่อเนื่องมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยโครงสร้างการทุจริตแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ผู้จ่ายเงินเพื่อแก้คะแนน 2.นายหน้าเดินสายขายโควตา 3.ผู้ลงมือแก้ไขข้อสอบ และ 4.ข้าราชการระดับสูงรวมถึงฝ่ายการเมือง
เมื่อถามว่าตัวเลข 5,925 รายชื่อ มีพยานที่มาร้องเรียนกับพรรคประชาธิปัตย์กี่คน โฆษกพรรค กล่าวว่า วันนี้ยังไม่เยอะมาก ยังไม่ถึงหลักร้อย แต่ในกระบวนการเหล่านี้ ไม่มีใครอยากร้องเรียน เพราะกลัวโดนติดคุก แต่คนที่มาร้องกับตน ก็อยากได้เงินคืน เพราะจ่ายไป 600,000 บาทแต่ไม่ได้อะไรเลย
เมื่อถามว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะสาวถึงตัวการใหญ่ได้หรือไม่ นายพงศกร กล่าวว่า หากเปิดช่องทางคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง ข้อมูลจะเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายอย่างแน่นอน ซึ่งพบเบาะแสสำคัญทั้งในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่แค่ผู้บริหารท้องถิ่น แต่เป็นผู้บริหารระดับรัฐบาล นักการเมืองระดับรัฐมนตรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่วันนี้ปัญหาคือเราไม่สามารถให้เขามาให้การอย่างเป็นทางการได้ เพราะเขากลัวติดคุก