พริษฐ์ หวั่นถูกตัดตอนคดีฮํ้วสว. สาวไม่ถึงเครือข่ายการเมือง ดักคอกกต.อย่ายกคำร้องเพื่อตอบแทนบุญคุณ ขู่ฟ้อง 157 โต้กลับ‘พี่น้องปริศนานันทกุล’ ไม่ได้ปฏิเสธว่าโทร ยันข้อมูลการโทรกลั่นกรองมาแล้ว แนะหาก ‘ภราดร’ อยากได้ความเป็นธรรมก็ให้ส่งเรื่องไปศาล หลังตัดพ้อถูกสังคมพิพากษา

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกระแสข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติว่าจะส่งคดีฮั้วสว.ไปยังศาลหรือไม่ ในวันที่ 28 ส.ค.นี้ ว่า ขอเรียกร้อง กกต. ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะลงมติในวันใด เพราะจากข้อมูลที่ตนติดตาม พบว่าเป็นเพียงรายงานข่าวว่าจะลงมติในวันที่ 28 ส.ค. ซึ่งเป็นวิธีที่ กกต.ทำอยู่บ่อยครั้งในการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ

สาระสำคัญไม่ใช่วันลงมติ แต่อยู่ที่ว่าจะลงมติอย่างไร กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล เพราะเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าใครทำความผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่เราได้เปิดเผยหรือมีอยู่ในสาธารณะ เชื่อว่าเพียงพอที่ กกต.จะส่งฟ้องศาลฎีกาได้

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่ากังวลว่า กกต.จะตัดตอน ไม่ให้เรื่องไปถึงเครือข่ายนักการเมืองของพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง หากดูจากคำสัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เหมือนจะผิดหลักการ หรือหาทางลงไม่สั่งฟ้องคนที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.

ส่วนที่มีการเปิดข้อมูลการโทรของคนใกล้ชิดของ นายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับกลุ่ม สว. นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นข้อมูลที่ตนเชื่อว่าเป็นหลักฐานประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ตนได้รับมา มีการกลั่นกรอง

เป็นข้อมูลการโทรระหว่างน.ส.รัตนา บ่อถ้ำ กับผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 19 คน หลากหลายจังหวัด รวมกันมากถึง 62 ครั้ง ภายในห้วงเวลาแค่ 80 วัน คาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. และการเริ่มปฎิบัติหน้าที่ของ สว.

น.ส.รัตนา เป็นหนึ่งใน 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 สรุปว่ามีมูลความผิดในคดีโกง สว. และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ ขณะนั้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ในช่วงปี 66-68 ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเลือก สว. และเป็นช่วงมีประวัติการโทร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การเรียกร้องให้น.ส.รัตนา ออกมาชี้แจงคงเป็นเรื่องยาก แต่จะเปิดสมัยประชุมสภาแล้ว การเรียกร้องให้นายชลัฐ มาตอบคำถามคงไม่ยากเกินไป ตนจึงอยากฝาก 5 คำถามถึงนายชลัฐ 1.ในช่วงปี 66-68 น.ส.รัตนา ช่วยงานนายชลัฐ หรือ งานของพรรคภูมิใจไทย ในด้านไหน และตอนนี้น.ส.รัตนา ยังช่วยงานอยู่หรือไม่

2.เหตุใดน.ส.รัตนา ถึงโทรคุยกับ สว. จำนวนมาก หลายครั้ง ในช่วงเลือกสว. 3.จริงหรือไม่ว่าน.ส.รัตนา ถูกมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานกับ สว. ที่ได้รับเลือก รวมถึงการนัดหมายมาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ ในช่วงที่ สว. เริ่มปฏิบัติหน้าที่

4.จริงหรือไม่ว่านายชลัฐเคยไปร่วมประชุมกับ สว.จำนวนมาก ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ หลังจากเลือก สว.เสร็จสิ้นลง และ 5.หากจริง นายชลัฐ ไปร่วมประชุมในนามส่วนตัว หรือในนามกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและวันนั้นมีผู้บริหารพรรค หรือ สส.พรรคภูมิใจไทย คนอื่นไปร่วมด้วยหรือไม่

เมื่อถามถึงการเปิดเผยข้อมูลการโทรของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กับนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ที่อ้างว่ามีการติดต่อผู้สมัครสว. ซึ่งทั้งสองคนปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมถามกลับว่าข้อมูลการโทรได้มาถูกต้องหรือไม่ และหากได้มาจริง มีการกระทำใดที่ผิดกฎหมายบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายภราดรกับนายกรวีร์

ทั้งสองคนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการโทรเข้าโทรออก เป็นเพียงการตั้งคำถามเรื่องข้อมูลว่าจริงหรือไม่และได้มาได้อย่างไร ย้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมาและอีกหลายภาคส่วนที่ได้รับมา เป็นข้อมูลที่ตนนำมากลั่นกรองแล้วระดับหนึ่ง ก่อนนำมาเผยแพร่ และตั้งคำถามไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้ว ตนรอดูว่านายชลัฐจะปฏิเสธเรื่องการโทรหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ว่าโทรคุยกับใครจะผิดกฎหมาย ตนย้ำมาตลอดว่าเรื่องประเด็นการโกงสว. เราไม่ควรมองหลักฐานแค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะเป็นเหมือนภาพในจิ๊กซอว์

หากมองชิ้นเดียวจะไม่เห็นภาพรวม หากนำหลักฐานต่างๆ มาประกอบกัน ประวัติการโทร คำบอกเล่าจากพยานบุคคล หลักฐานการนัดหมายเส้นทางการเงินคลิปเสียง รวมถึงบัตรเลือก สว.ระดับประเทศที่ซ้ำกันจำนวนมาก ประกอบกับตัวเลขโพยใบสั่งจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ตนย้ำมาตลอดว่าไม่ต้องชัดเจนจนถึงขั้นสิ้นข้อสงสัย แต่แค่ควรเชื่อได้ว่า กกต.ควรสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา เชื่อว่าสังคมก็เชื่อว่ามีการทุจริตและเฝ้ารอดู กกต.จะคงยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีการทุจริต

“อยากฝากถึง กกต. ว่าอย่ายกคำร้องแม้หลักฐานมันชัด เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณคนที่เลือกคุณมา และอย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงิน ขอเป็นกำลังใจให้ กกต. ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา แล้วสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน” นายพริษฐ์กล่าว

ส่วนที่นายภราดรบอกว่า ยังไม่ถูกชี้มูลความผิดแต่ถูกพิพากษาไปแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากนายภราดรอยากได้ความเป็นธรรม ก็หวังว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาล หาก กกต.สั่งฟ้องไปถึงศาล นายภราดรก็จะได้รับความเป็นธรรมจากศาล มีการไต่สวนข้อเท็จจริง ประวัติการโทร

การกระทำของนายภราดร มีหลักฐานที่ศาลจะพิพากษาว่ากระทำความผิดหรือไม่ ในทางกลับกันหากเรื่องไปไม่ถึงศาล ข้อครหาเช่นนี้ก็ยิ่งเกิดคำครหาในสังคม ถึงเหตุผลที่ กกต.ตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล เป็นเพราะ 4 ใน 7 ของ กกต.มาจาก สว. ที่ถูกรับรอง ที่ผูกมากับเงื่อนไขว่าขอให้ช่วยน้ำเงินด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่าการจัดเวทีเปิดหลักฐานคดีโกง สว.ในวันที่ 28-29 ส.ค.นี้จะทันหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องเดินหน้าจนถึงนาทีสุดท้าย ดูวันต่อวันเพราะงานได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อถามว่ามีคนวิจารณ์ว่าภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ออกมาเปิดหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้มากกว่าฝ่ายค้าน นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ กระทบต่อคนจำนวนมาก เราเห็นถึงความทำงานของทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาสังคม สว.และ สว.สำรองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราในฐานะฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่เต็มที่ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนในคดีที่ส่งผลต่ออนาคตสำคัญของประเทศ

เมื่อถามว่าหากวันที่ 28 ส.ค.นี้ กกต.มีมติไม่ส่งฟ้องจริง นายพริษฐ์ กล่าวว่า มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้ แต่ไม่อยากคาดการณ์ไปก่อนเพราะอยากทำตรงนี้ให้เต็มที่ แต่หาก กกต.ยกคำร้องใครก็ตามทั้งที่หลักฐานชัด ก็จะเดินหน้าฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157

เมื่อ กกต.ไม่ทำหน้าที่ส่งหลักฐานไปที่ศาล ก็จะดูช่องทางอื่นว่ามีกลไกอะไรหรือไม่ที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไปถึงศาลฎีกาได้ และเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือกสว. เพื่อให้ผู้เสียหายโดยตรงอย่างผู้สมัคร สว. ร้องไปยังศาลฎีกาได้โดยตรง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน