นพ.เปรมศักดิ์ ชำแหละ 7 โจทย์ “อัยการสูงสุด” ลั่นตำแหน่งนี้ไม่ใช่รางวัลปลายทาง ถามตรง กล้าสั่งคดีคนมีอำนาจโดยไม่เกรงใจหรือไม่

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายในการประชุมวุฒิสภาการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุดที่เสนอให้ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดว่า ตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงตำแหน่งสูงสุดในสายวิชาชีพอัยการ

แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับ ความยุติธรรมของประเทศ ตั้งแต่การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีสำคัญ คดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง คดีความมั่นคง ไปจนถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาของวุฒิสภาจึงไม่ควรเป็นเพียงพิธีการ หรือดูเพียงอายุราชการและตำแหน่งที่ผ่านมา แต่ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ผู้ได้รับการเสนอชื่อมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ ความเที่ยงธรรม และพฤติกรรมทางจริยธรรม เหมาะสมกับอำนาจอันสำคัญของอัยการสูงสุดหรือไม่

สำหรับ นายโกวิท ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ในองค์กรอัยการมายาวนาน ผ่านทั้งงานอัยการระดับจังหวัด คดีอาญา คดีพิเศษ งานคุ้มครองสิทธิ คดีปราบปรามการทุจริต และงานบริหารระดับสูง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอัยการสูงสุด

ก่อนที่คณะกรรมการอัยการ หรือ ก.อ. จะมีมติเห็นชอบเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประสบการณ์ที่ยาวนานเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการพิจารณา สิ่งสำคัญกว่าคือประสบการณ์เหล่านั้นได้หล่อหลอมให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อพร้อมเป็นอัยการสูงสุดที่เป็นอิสระ กล้าหาญ และยืนอยู่บนหลักกฎหมายมากน้อยเพียงใด

นพ.เปรมศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 7 ประเด็น เริ่มจากเรื่อง ความเป็นอิสระของอัยการสูงสุด ซึ่งถือว่าสำคัญที่สุด เพราะคดีจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ข้าราชการระดับสูง และบุคคลที่มีอิทธิพล ประชาชนต้องมั่นใจว่า คำสั่งของอัยการตั้งอยู่บนพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ไม่ใช่แรงกดดันทางการเมือง ความเกรงใจ หรือการเลือกปฏิบัติ กฎหมายต้องเป็นกฎหมายเดียวกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนมีอำนาจหรือประชาชนธรรมดา

ประเด็นต่อมาคือ การใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ซึ่งเป็นอำนาจสำคัญของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะคดีใหญ่ที่สังคมจับตา หากไม่มีคำอธิบายที่เพียงพอ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัย จึงควรพัฒนาระบบที่ทำให้ “ดุลพินิจ” เดินควบคู่กับ “ความโปร่งใส” โดยไม่กระทบสิทธิของคู่ความและกระบวนการยุติธรรม

ส่วนประสบการณ์การทำคดีที่ละเอียดอ่อน ตนมองว่าเป็นทั้งข้อได้เปรียบและบททดสอบ เพราะผู้นำองค์กรไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “ไม่เคยผิดพลาด” แต่ต้องกล้ายอมรับเมื่อเกิดข้อผิดพลาด กล้าแก้ไข และกล้าปฏิรูประบบไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ

ขณะที่ด้านการปราบปรามการทุจริต ซึ่งนายโกวิทเคยมีประสบการณ์โดยตรงนั้น เห็นว่าควรพิจารณาจากผลงานที่วัดผลได้ ทั้งจำนวนคดี ความรวดเร็วในการพิจารณา การลดคดีค้าง และมาตรฐานในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพราะสิ่งที่จะถูกทดสอบในตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่เพียงความรู้กฎหมาย แต่คือ “ความกล้าหาญทางจริยธรรม”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวถึง คดีความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า รัฐจำเป็นต้องมีเครื่องมือรักษาความปลอดภัย แต่การใช้อำนาจต้องไม่ละเลยสิทธิมนุษยชน อัยการสูงสุดจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพพยานหลักฐาน ป้องกันการใช้หลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงมีมาตรฐานรับมือข้อกล่าวหาเรื่องการทรมานหรือการบังคับบุคคลให้สูญหาย

อีกโจทย์สำคัญคือ การปฏิรูปองค์กรอัยการรับอาชญากรรมยุคใหม่ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมไซเบอร์ ฟอกเงินข้ามชาติ หลอกลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมเสนอให้ยกระดับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับตำรวจ ป.ป.ช. ปปง. ดีเอสไอ และหน่วยงานต่างประเทศ รวมถึงเร่งบริหารสำนวนด้วยระบบดิจิทัลเพื่อลดคดีค้างและช่องว่างการแทรกแซง

ประเด็นสุดท้ายคือ ความโปร่งใสและจริยธรรมภายในองค์กร ต้องไปไกลกว่าการอบรมหรือคะแนนประเมิน ควรมีระบบให้พนักงานอัยการสามารถแจ้งความผิดปกติได้โดยไม่กระทบความก้าวหน้า มีมาตรฐานจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน การถอนตัวจากสำนวนเมื่อมีส่วนเกี่ยวข้อง และต้องสามารถตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงได้เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ระดับล่าง

นพ.เปรมศักดิ์ ย้ำว่า การพิจารณาครั้งนี้ไม่ใช่การมอบ “รางวัลปลายทางของชีวิตราชการ” เพราะตำแหน่งอัยการสูงสุดไม่ใช่รางวัล แต่เป็นภาระในการรักษาหลักนิติธรรม ปกป้องความเป็นอิสระของพนักงานอัยการ กล้าตัดสินใจท่ามกลางแรงกดดัน และสร้างความเชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

หากได้รับความเห็นชอบและเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อถึงวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ ต้องการเห็นองค์กรอัยการเปลี่ยนแปลงจากวันนี้อย่างไร โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่นต่อคำสั่งฟ้องและไม่ฟ้อง การทำให้อัยการทำงานโดยปราศจากการแทรกแซง และการทำให้คำว่า อัยการของแผ่นดิน หมายถึงองค์กรที่ยืนอยู่ข้างกฎหมาย ความถูกต้อง และความยุติธรรมอย่างแท้จริง

“การลงมติของวุฒิสภาไม่ใช่การตัดสินว่าใครเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลที่จะได้รับอำนาจสำคัญที่สุดคนหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม เราต้องให้เกียรติผู้ได้รับการเสนอชื่อ และในเวลาเดียวกันก็ต้องให้เกียรติประชาชนด้วยการตรวจสอบอย่างจริงจัง

สมาชิกควรพิจารณาให้ครบทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติราชการ พฤติกรรมทางจริยธรรม ความเป็นอิสระ และความกล้าหาญในการยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง เพื่อให้การให้ความเห็นชอบของวุฒิสภามีความหมายต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างแท้จริง”นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

ที่ประชุมเห็นชอบให้นายโกวิท ศรีไพโรจน์ ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ด้วยคะแนน 151 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 14 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน