ภคมน ลั่นโกงสอบ อปท. ไม่ควรจบแค่ถอน 3 พันชื่อ จี้ สาวถึงตัวการ-เปิดเส้นการเงิน สุดท้ายอยู่ที่ใคร ย้ำคนไหนมีเอี่ยว ต้องจัดการตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งมีการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านกว่า 3,000 รายชื่อว่า การดำเนินการขณะนี้ อาจจะยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญของสังคมได้ โดยเฉพาะการตามหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการและเส้นทางการเงิน
ก่อนหน้านี้ ตนได้เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บางแห่งจะนำบุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อกลับเข้าทำงานด้วยวิธีการจ้างเหมา หากเกิดขึ้นจริง ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเปิดช่องให้เกิดการทุจริตซ้ำซ้อน
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า เนื่องจากคนที่จ่ายเงินไปแล้ว อาจถูกนำกลับมาจ้างด้วยอัตราค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ สุดท้ายสังคมจะตั้งคำถามว่า เงินที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ถูกนำไปทำอะไร และการจ้างกลับด้วยเงินหลวง มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่
นอกจากนี้ ตนขอตั้งคำถามถึงความชัดเจนของหนังสือหรือมาตรการที่หน่วยงานส่วนกลางส่งไปยัง อปท. ว่าเป็นเพียงการขอความร่วมมือ หรือมีผลผูกพันทางกฎหมายและวินัยอย่างแท้จริง
หาก อปท.ฝ่าฝืน จะมีกลไกตรวจสอบอย่างไร เพราะนายก อปท. แต่ละแห่งไม่ได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) การส่งหนังสือไปเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ ต้องมีความชัดเจนว่าห้ามจ้างบุคคลเหล่านี้ในลักษณะใด และใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ
ส่วนที่มีข้อมูลว่าอาจมีการจัดสอบใหม่เพื่อทดแทนรายชื่อที่ถูกเพิกถอนกว่า 3,000 รายชื่อ โดยเตรียมติดต่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้จัดสอบในช่วงเดือนต.ค.นี้ น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสตั้งแต่การคัดเลือกมหาวิทยาลัย มีหลักประกันอะไรที่จะไม่มีการกำหนดตัวบุคคลหรือผลสอบไว้ล่วงหน้า เพราะประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นกับระบบเดิมไปแล้ว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ตนมีความกังวลต่อกรณีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าได้ดำเนินการในส่วนของตัวเองจนเสร็จสิ้นภารกิจ หรือที่เรียกว่าปิดจ๊อบแล้ว โดยมองว่า การเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านไม่ควรถือเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ หากปิดจ๊อบหมายถึงการพ้นภารกิจแล้วปล่อยให้ส่วนอื่นไปจัดการต่อ คำถามคือประชาชนจะได้เห็นความจริงเรื่องผู้ที่อยู่เบื้องหลังเมื่อใด
การทุจริตขนาดใหญ่เช่นนี้ ต้องสาวไปตามเส้นทางการเงินให้ชัดเจน ว่าเงินที่รับมาจากประชาชนถูกส่งต่อไปให้ใคร โครงสร้างขบวนการเป็นอย่างไร ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ผู้รับเงินระดับล่าง หรือคนที่นั่งใกล้ข้อสอบเท่านั้น
น.ส.ภคมน กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่ได้รับ มีพยานบางรายนำหลักฐานการติดต่อกับบุคคลทางการเมืองส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง ถ้ามีพยานหลักฐานไปถึงนักการเมืองก็ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่รีบด่วนสรุปว่าไปไม่ถึง ประชาชนมีสิทธิตั้งคำถามว่า กระบวนการใหญ่ขนาดนี้ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง และเงินไปถึงใคร
ตนขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ออกมาให้ข้อมูลกับหน่วยงานที่ไว้ใจได้ โดยรัฐควรมีมาตรการคุ้มครองพยานที่รัดกุม เพราะการทุจริตแบบนี้ไม่ได้ขโมยแค่เงินหลวง แต่มันกำลังขโมยอนาคตของคนที่ตั้งใจเตรียมตัวสอบมาหลายครั้ง ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อหวังเข้าสู่ระบบราชการอย่างสุจริต แต่คนที่มีเงินกลับซื้อโอกาสนี้ได้ ถ้ารัฐบาลต้องการสร้างความเท่าเทียม วันนี้ต้องเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมาให้ได้
“การตรวจสอบเรื่องนี้ต้องขยายผลไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง หากพบว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้อง ไม่ว่าข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น หรือบุคคลระดับใด ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม
เรื่องนี้ไม่ควรจบแค่การเพิกถอนรายชื่อ ไม่ควรจบแค่การสอบใหม่ และไม่ควรจบแค่การจับคนที่อยู่ปลายทาง เราต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนสร้างระบบนี้ขึ้นมา ใครเป็นคนได้ประโยชน์ และเงินที่ประชาชนถูกเรียกเก็บไป สุดท้ายไปอยู่ที่ไหน เพราะประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน” น.ส.ภคมน กล่าว