หมอวรงค์ เบรกโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ กางตัวเลขเฉลี่ยเสียหายแค่ปีละ 5.3 พันล้าน เอาตัวเลข 4 หมื่นล้านมาจากไหน ย้ำรัฐบาลหนีความรับผิดชอบไม่ได้ แนะตั้งกองทุนสะสมเงินดูแลประชาชนเอง
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 3 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงกรณีรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ โดยให้ทำประกันภัย 3 หมื่นครัวเรือน เพื่อคุ้มครองบ้านเรือนที่เสียหายและเสียชีวิต โดยมีภัย 3 ประเภทคือ กรณีน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว
หากเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือน จะได้รับการดูแลเบื้องต้น 1 หมื่นบาท จากนั้นจะตรวจสอบสภาพความเสียหาย โดยจ่ายไม่เกิน 1 แสนบาทจ่ายจริงต่อปี ส่วนที่เกิดความเสียหายจากลมพายุ หรือแผ่นดินไหว จ่ายเบื้องต้น 5,000 บาท และหากมีความเสียหายจะจ่ายไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีเช่นกัน โดยรัฐบาลอ้างว่าในแต่ละปีจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4 หมื่นล้านบาทนั้น
นพ.วรงค์ กล่าวว่า จากที่ตนเคยศึกษาตัวเลข ค่าใช้จ่ายที่ครม. เคยศึกษาจากมติครม. เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ขณะนั้นมีแนวคิดจะตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อดูแลปัญหาภัยพิบัติ โดยค่าใช้จ่ายในภาพรวมตั้งแต่ปี 2546-2569 มีค่าเฉลี่ยภัยพิบัติต่อปีประมาณ 5.3 พันกว่าล้านบาท
ขอถามว่าที่รัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายเรื่องภัยพิบัติปีละ 4 หมื่นล้านบาทนั้น เอามาจากไหน และอย่าลืมว่ารัฐบาลได้ทำประกันภัยคุ้มครองอยู่ 2 เรื่องคือ กรณีเสียชีวิตที่จ่าย 2 ล้านบาท และกรณีบ้านเรือนเสียหาย ดังนั้น รัฐบาลเอาตัวเลขนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
“ไม่ว่าภัยพิบัติจะนำไปสู่ตัวเลขที่สร้างความเสียหายมากหรือน้อยขนาดไหน รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หรือจะอ้างว่าวันใดเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาแล้วบอกให้ประชาชนไปติดต่อกับบริษัทประกันภัยเอาเอง เพราะได้ทำประกันไปแล้วอย่างนั้นหรือ
หากพูดแค่นี้ประชาชนก็จะถามว่าแล้วมีรัฐบาลไว้ทำไม เพราะอย่าลืมว่า 30,000 ครัวเรือนทั้งประเทศ ท่านได้มอบคุณภาพชีวิตให้กับบริษัทประกันภัยเอกชนมันเหมือนกับว่ารัฐบาลจะไม่รับภาระอะไรเลยหรือ” นพ.วรงค์ กล่าว
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า หากดูตัวเลขระหว่าง 4 หมื่นล้านบาทที่ต้องจ่ายหรือ 5.5 พันล้านบาทที่ต้องมีความแตกต่างกันมาก หากรัฐบาลจ่ายปีละ 4 หมื่นล้านบาทโดยบริษัทประกันภัยได้ปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท เขาจะอยู่ได้อย่างไรหากเขาอยู่ไม่ได้รัฐบาลก็ต้องเข้ามาดูแล แต่หากตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 5.3 พันล้านบาท บริษัทประกันภัยจะมีกำไรปีละประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ขอฝากไปยังรัฐบาลให้ช่วยคิดด้วย ที่สำคัญรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อภาพรวมการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ว่าภัยพิบัติปีนั้นจะมีมากน้อยแค่ไหน ยิ่งหากมีความเสียหายมากเกินวงเงินที่เอกชนจะจ่ายรัฐบาลก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ถ้ามีความเสียหายน้อย มันก็เป็นเงินที่ก้อนโต
จึงขอเสนอรัฐบาลว่าทำไมไม่จะตั้งในรูปแบบของกองทุนดูแลภัยพิบัติประชาชน อย่างน้อยเงินปีละ 1.55 หมื่นล้านบาทส่งเข้ากองทุนทุกปี มันก็จะสะสมได้ และที่ผ่านมานานๆ ครั้งถึงจะมีอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เกิดขึ้นในประเทศ แต่ในภาพรวมแต่ละปีเกิดน้ำท่วมก็จริง แต่ไม่หนักหนาสาหัสขนาดนั้น
“หากรัฐบาลจะอ้างว่าถ้าทำประกันกับเอกชนในภาพรวมทุกอย่างจะรวดเร็ว รัฐบาลควรแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้การเยียวยาดูแลประชาชนมีความรวดเร็วมากขึ้น ผมจึงอยากจะบอกกับรัฐบาลว่าการทำประกันภัยต่างๆ มันมีเรื่องคอมมิชชั่น
ท่านมีเรื่องคอมมิชชั่นมาปะปนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการจ่าย ปีละ 1.55 หมื่นล้านบาทให้กับบริษัทเอกชนหรือไม่ ดังนั้น การตั้งกองทุนน่าจะคุ้มกว่าและปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ด้วย” นพ.วรงค์ กล่าว