เปรมศักดิ์ ซัดรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ปมเสนอเรื่องประธาน กสทช. ขณะคดียังอยู่ในศาล ชี้นายกฯ ควรออกมาชี้แจง-ขอโทษประชาชน พร้อมจี้รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายตอบให้ชัด เหตุใดมาตรฐานต่างจากยุบสภา
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ให้สัมภาษณ์ถึงศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคดีที่เกี่ยวข้องกับสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไว้พิจารณาว่า กรณีดังกล่าวทำให้รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ต้องกลับมาทบทวนความเหมาะสมในการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่ข้อพิพาทยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาล
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯขณะนี้น เคยแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสนอเรื่อง ที่ต้องนำความกราบบังคมทูลไว้เมื่อวันที่ 23 ก.พ.2561 กำหนดให้มีการตรวจสอบและกลั่นกรองอย่างรอบคอบว่า การดำเนินการนั้นถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
โดยเฉพาะหากเรื่องใดยังมีข้อร้องเรียนหรือมีคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและยังไม่เป็นที่ยุติ ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง พร้อมทั้งกำชับให้หน่วยงานปฎิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท และเป็นการมิบังคาร
” ในกรณีนพ.สรณ เมื่อศาลมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาแล้ว นายกฯจึงควรทบทวนว่า เหตุใดจึงเร่งนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนที่ข้อพิพาททางกฎหมายจะได้ข้อยุติ การดำเนินการดังกล่าว เกิดจากเหตุผลใด และมีความจำเป็นเร่งด่วนเพียงใด เรื่องนี้ละเอียดอ่อน นายกฯ ควรทบทวนการบริหารของตนเองว่า เหตุใดจึงรีบร้อนดำเนินการ ทั้งที่เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องดึงเรื่องกลับ เพราะศาลเพียงมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาและยังไม่มีคำพิพากษา ซึ่งท่าทีดังกล่าวอาจถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานในการให้ความเห็นทางกฎหมาย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯเคยมีประเด็นเกี่ยวกับการเสนอพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งขณะนั้นนายปกรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงสถานะและอำนาจของผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาการนายกฯ และฝ่ายกฎหมายเคยแสดงความเห็นถึงความไม่เหมาะสมในการดำเนินการ
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อวันนี้ผู้ให้คำแนะนำทางกฎหมายมีสถานะเป็นถึงรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย ยิ่งต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใดหลักการที่ใช้กับทั้งสองกรณี จึงดูแตกต่างกัน และจะทำให้สังคมมองว่าเป็นการใช้ “สองมาตรฐาน” หรือไม่
วันนี้ท่านไม่ได้อยู่ในสถานะเลขาธิการกฤษฎีกา แต่เป็นรองนายกฯฝ่ายกฎหมาย การให้ความเห็นทุกอย่างส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล จึงต้องตรงไปตรงมาและไม่เลือกปฏิบัติ
“ถ้าถามถึงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีที่เสนอเรื่องนี้ทำให้ระคายเคืองทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติ ท่านนายกฯ มักบอกว่าเป็นคนตรงไปตรงมา หากเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดในขั้นตอน ก็เพียงออกมาชี้แจงและขอโทษประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปถึงขั้นกดดันให้ลาออก แต่ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ ยังเห็นว่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ควรมีความรับผิดชอบสูงเช่นกัน เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่นายกฯ และต้องตระหนักว่าคำแนะนำแต่ละครั้งอาจสร้างผลกระทบต่อรัฐบาลและประเทศได้ เพราะนายกฯ ไม่ใช่นักกฎหมายแต่เป็นนักร้องเพราะชอบร้องเพลง เล่นดนตรี จึงต้องอาศัยนักกฎหมายที่อยู่ข้างกายให้คำแนะนำ
ฉะนั้น คนที่ทำหน้าที่แนะนำด้านกฎหมายยิ่งต้องรอบคอบว่า ความเห็นที่ให้ไปจะกระทบต่อรัฐบาลและบ้านเมืองอย่างไร
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ควรเป็นบทเรียน ของทั้งนายกฯและรองนายกฯฝ่ายกฎหมายว่า การเสนอเรื่องสำคัญขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ รัดกุม และคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเรื่องนั้นยังมีข้อพิพาททางกฎหมายที่รอการวินิจฉัยจากศาล