สภาฯ ถกงบกลาง 6.93 แสนล้าน “วีระ” ชี้งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 1.2 หมื่นล้าน ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ชงหยุดขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1-2 ปี รองรับภาวะเศรษฐกิจผันผวน
เมื่อเวลา 11.25 น. วันที่ 7 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ในมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 6.93 แสนล้านบาท
โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายเสนอปรับลดงบประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่วนแรกเป็นเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินและจำเป็น 38,000 ล้านบาท และส่วนที่สอง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท
ซึ่งรายการค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมฯ 12,000 ล้านบาทนั้น ก่อนหน้านี้สภาฯ เพิ่งพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยาเศรษฐกิจ จึงคิดว่าจะเกิดการซ้ำซ้อนกับงบประมาณ 12,000 ล้านบาทหรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากดูวัตถุประสงค์ของทั้งสองรายการนี้ คือต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition ซึ่งในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) สำนักงบประมาณได้ชี้แจงแต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะนำไปใช้ทำอะไร เพียงแต่มีแนวทางที่จะจัดสรรว่าจะเป็นการออกกันคนละครึ่ง ระหว่างรัฐบาลที่เป็นส่วนกลางกับหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่มีเงินสะสมของตัวเอง ซึ่งเป็นไอเดียที่ดี
แต่สิ่งที่ไม่เข้าใจ คือ ทำไมต้องนำมาจัดสรรไว้ในงบกลาง เพราะสามารถทำเป็นโครงการในหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ และเปิดให้เข้ามาขอรับการสนับสนุนได้โดยที่ไม่ต้องมีการแตกรายการใหม่ ฉะนั้น ด้วยเหตุผลและความจำเป็นที่มีความซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท คงต้องตัดอันใดอันหนึ่ง
ขณะที่ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ตอนที่พิจารณางบรายจ่ายมีรายการที่ไม่สามารถตัดทอนได้เยอะมาก ทั้งรายการที่เป็นค่ารักษาพยาบาลพนักงานลูกจ้างรัฐก้อนใหญ่ประมาณ 90,000 กว่าล้านบาท รายการเงินเบี้ยวัดบำเหน็จบำนาญ ประมาณ 389,000 ล้านบาท
ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคม และรองรับจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน 12,000 ล้านบาท ทุกคนรู้ว่าเป็นรายการที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการสอบถามพบว่า สำนักงบประมาณเป็นผู้ของบประมาณก้อนนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานราชการที่ขอใช้งบกลาง 12,000 ล้านบาท เอาเงินนอกงบประมาณของตัวเองมาสมทบ ซึ่งในแง่ไอเดียถือว่าดีที่เอาเงินนอกงบประมาณมาใช้ แต่การเลือกโครงการที่ทำคิดว่าเป็นปัญหา เพราะทำซ้ำกับ พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของเหตุผลที่ตนเสนอตัดทั้งก้อน
นายวีระ กล่าวอีกว่า ส่วนเงินเลื่อนเงินเดือน และเงินปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท ตนเข้าใจว่าไม่สามารถตัดได้จริง เพราะข้าราชการมีระบบการคิดเงินเดือนและการปรับวุฒิ ซึ่งสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางต้องตั้งงบเผื่อเอาไว้ในการขึ้นเงินเดือนและปรับวุฒิตามเกณฑ์
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเหมือนปีที่ผ่านๆ มา จะไม่มีปัญหาเลย แต่ที่เสนอตัดทั้งก้อน 13,000 ล้านบาท บวกกับเสนอตัดรายการที่สำนักงบประมาณเสนอมา 12,000 ล้านบาท รวม 25,000 ล้านบาทในงบกลาง เพราะเห็นว่าเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ฝ่ายราชการก็ควรใช้หลักร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน
“ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2527 และปี 2540 หน่วยราชการหรือคนที่เกี่ยวข้องกับราชการที่รับเงินเดือนกับงบประมาณไม่เคยได้รับผลกระทบ แต่ครั้งต่อไปที่อาจจะเกิดขึ้น ผมคิดว่าถ้าหน่วยราชการจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ปีหน้าถ้าเป็นไปได้ผมเสนอให้ฟรีซการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการสัก 1-2 ปี เพื่อให้เหลือพื้นที่ที่จะใช้เงินที่มีน้อยอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ที่สุด
เมื่อผมพูดแบบนี้ข้าราชการคงไม่พอใจ แต่ผมพูดความจริง รัฐบาลที่กำลังจะมีปัญหาค่อนข้างวิกฤต คนที่อยู่ในหน่วยราชการก็ต้องเสียสละ เชื่อตอนลงมติท่านก็เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ดีซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัญหาของเราเหมือนกัน”