รัดเกล้า แนะ ทส. เลิกเกียร์ว่างแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดน ชี้งบ 83.9 ล้าน เน้นตรวจแต่ไม่หยุดที่ต้นเหตุ หั่นงบ 5% รื้อระบบ ติงหยุดตำน้ำพริกละลายแม่น้ำกก

8 ก.ย. 69 – ในการประชุมสภาฯ พิจารณามาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณของกระทรวง ทส. ในการรับมือวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือของไทย

นางรัดเกล้า กล่าวว่า วิกฤตการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำกกอีกต่อไป แต่มีการตรวจพบและขยายวงลงสู่ แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำโขงมีมวลน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก ดังนั้น การตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งหาต้นทางของมลพิษและจัดการอย่างเป็นระบบ

เมื่อพิจารณารายละเอียดงบประมาณของกระทรวง ทส. กลับพบว่ายังไม่มีการจัดสรรงบประมาณที่สะท้อนยุทธศาสตร์เชิงรุกในการ หยุดปัญหาที่ต้นทางอย่างเพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม วงเงิน 83.9276 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยงบลงทุนสำหรับสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติหลายพื้นที่ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และงบสำหรับการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำเป็นสิ่งจำเป็น แต่การตรวจอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษจากต้นทางได้ เรามีงบ 83.9 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือเมื่อเราตรวจพบแล้วเราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี

การจัดสรรงบในลักษณะดังกล่าวจึงเสี่ยงที่จะกลายเป็นการแก้ปัญหาแบบเบี้ยหัวแตก และเป็นวงจร End-of-Pipe Treatment หรือการแก้ไขเมื่อมลพิษเกิดขึ้นแล้ว ขณะที่งบประมาณจำนวนมากของภาครัฐกลับถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น การประปาส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย มีการตั้งงบประมาณประมาณ 2,200 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาโดยการย้ายแหล่งน้ำดิบ ขณะที่มีการใช้งบกลางประมาณ 188 ล้านบาท เพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบ

งบเหล่านี้อาจมีความจำเป็นสำหรับการช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ต้องถามต่อว่าเราจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ผลกระทบแบบนี้ไปอีกกี่ปี หากยังไม่สามารถหยุดมลพิษที่ต้นทางได้

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและประชาชนที่ไม่ได้ใช้น้ำประปา แต่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเป็นระบบ

นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่า ขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสารพิษข้ามแดน 3 ประการ ได้แก่ 1.ใช้การทูตวิทยาศาสตร์ แก้ปัญหามลพิษข้ามแดน รัฐบาลควรนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยจัดให้มีระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบ Real-time และใช้แบบจำลองการแพร่กระจายของสารพิษ เพื่อระบุแหล่งที่มา เส้นทางการแพร่กระจาย และผลกระทบของมลพิษ ก่อนนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นหลักฐานในการเจรจาและจัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศต้นน้ำ

2. นำมาตรฐาน BAT และ BEP ควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ภาคอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ควรถูกกำกับด้วยแนวคิด Best Available Techniques (BAT) หรือการใช้เทคนิคและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในการลดการเกิดน้ำเสียและกากของเสีย รวมถึง Best Environmental Practices (BEP) หรือแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด ตั้งแต่ระบบบ่อกักเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วซึม ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เหมือง เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

3. บูรณาการข้ามกระทรวง ส่งผู้เชี่ยวชาญกำกับต้นทาง กระทรวง ทส. ต้องทำงานร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม อย่างจริงจัง โดยส่งนักวิชาการ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ เพื่อให้คำปรึกษา กำกับมาตรฐาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสารพิษแก่ผู้ประกอบการ ตั้งแต่กระบวนการสกัด การจัดเก็บกากแร่ การป้องกันการรั่วไหล ไปจนถึงการจัดการน้ำเสีย

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ขอเรียกร้องให้สภาฯ ปรับลดงบประมาณในภาพรวมของกระทรวง ทส. ลง 5% เพื่อนำงบประมาณกลับมา “รีสตรัคเจอร์” ใหม่ โดยไม่ได้หมายถึงการตัดความสำคัญของภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณใหม่จากการตามแก้ไปสู่การป้องกัน ทส. ต้องเป็นเจ้าภาพดูแลสิ่งแวดล้อมให้คนไทย ไม่ใช่รอให้แม่น้ำปนเปื้อนแล้วค่อยเข้ามาตรวจ เข้ามาฟื้นฟูหรือเยียวยา อย่าตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำกกอีกต่อไป งบประมาณของประชาชนต้องไม่ถูกใช้เพื่อวิ่งตามปัญหา แต่ต้องใช้เพื่อหยุดปัญหาที่ต้นเหตุ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน