สส.ปชน. รุมฉะ กรมการปกครอง ซื้อซอฟต์แวร์สแกนมือถือ 100 ล้าน ไร้สเปก จากบริษัทที่มีรายได้ 0 บาท แฉ ซื้อเสื้อเกราะ ตัวละ 46,000 บาท จากบริษัทขายเสื้อนักเรียน ชี้สเปกเดียวกับ กอ.รมน. แต่แพงกว่า 1.5 หมื่น
เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่ 3 เข้าสู่มาตรา 20 กระทรวงหมาดไทย และหน่วยงานในกำกับ วงเงิน 226,929 ล้านบาท
โดย น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเสนอตัดงบโครงการจัดหาระบบวิเคราะห์และสำเนาข้อมูลโทรศัพท์มือถือ เพื่อการพิสูจน์หลักฐานดิจิทัล วงเงิน 100 ล้านบาท ของกรมการปกครอง เป็นโครงการสำหรับดึงและตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐาน
แต่ไม่สามารถชี้แจงได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่จะซื้อคือผลิตภัณฑ์อะไร แต่กำหนดราคากลางมาแล้ว 100 ล้านบาท โดยไปสืบราคาจาก 2 บริษัท โดยบริษัทแรกมีรายได้ 0 บาท ที่แจ้งต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และบริษัทที่สองมีรายได้ 480,000 บาท ทั้งที่โครงการมีวงเงิน 100 ล้านบาท
“ช่วงนี้คำว่า “ฮั้ว” เป็นคำที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนบางกลุ่ม จึงต้องชี้แจงให้ได้อย่างโปร่งใส” น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าว
น.ส.ชลณัฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลทางโทรศัพท์ ที่ระบุว่า ข้อมูลต้องถูกส่งไปให้ผู้บริการภายนอกประเทศช่วยประมวลผล จึงเป็นห่วงการเข้าถึงข้อมูล เพราะช่วงที่ผ่านมากรมการปกครองมีกระแสข่าวว่ามีข้อมูลหลุด
รวมถึงเรื่องความซ้ำซ้อนการทำงาน เพราะปัจจุบันตำรวจและหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานมีการตรวจข้อมูลจากโทรศัพท์อยู่แล้ว เหตุใดกรมการปกครองต้องซื้อระบบของตัวเองอีก 100 ล้านบาท งานที่กรมการปกครองทำ มีอะไรที่ระบบของตำรวจทำไม่ได้ หากต่างคนต่างซื้อ คนที่จ่ายเงินคือประชาชน
ขณะที่ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทยว่า ปีนี้กรมการปกครอง ของบประมาณมาเพื่อขอซื้อเสื้อเกราะกันกระสุน จำนวน 14,814 ตัว วงเงิน 482.8 ล้านบาท ประกอบด้วย เสื้อเกราะสำหรับกองบัญชาการกองรักษาการดินแดนจำนวน 4,977 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 228.9 ล้านบาท
สำหรับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านอีก 1,200 ตัว ราคาตัวละ 46,000 บาท วงเงิน 55.2 ล้านบาท และเสื้อคออ่อนระดับ 3A อีก 8,637 ตัวราคาตัวละ 23,000 บาท วงเงิน 198.6 ล้านบาท
ยืนยันว่าตนไม่ได้ติดขัดในการจัดหาเสื้อเกราะให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง แต่สิ่งที่ตนติดใจ คือ ราคาและที่มาของราคา เพราะเสื้อเกราะที่กรมการปกครองซื้อราคาตัวละ 46,000 บาท ในขณะที่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซื้อเสื้อเกาะสเปกเดียวกันราคาตัวละ 31,000 บาท ส่วนต่าง 15,000 บาท
น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่า ถ้าใช้เงิน 93,000 บาท กรมการปกครองจะซื้อได้เพียง 2 ตัว ขณะที่ กอ.รมน. ซื้อได้ถึง 3 ตัว ถ้าสเปกเหมือนกันจริง คำถามคือทำไมประชาชนต้องจ่ายแพงกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะการซื้อเสื้อเกราะ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในการพิจารณางบประมาณแต่ละปี ที่สินค้าประเภทเดียวกันบางครั้งตราอักษรและสเปกเดียวกัน
แต่พอเป็นหน่วยงานต่างกัน ราคาก็ต่างกัน เพราะระบบของเรายังปล่อยให้แต่ละหน่วยงานไปสืบราคาด้วยตัวเองได้ แล้วนำใบเสนอราคามาตั้งคำของบประมาณ ทั้งที่ภาครัฐควรมีข้อมูลการจัดซื้อ เบิกจ่ายจำนวนมหาศาลอยู่แล้วก็ควรรู้ว่าของชิ้นนี้หน่วยงานไหนเคยซื้อ ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อกี่ชิ้น ราคาต่อชิ้นเท่าไหร่
จึงขอเสนอให้สำนักงานประมาณ นำข้อมูลของกรมบัญชีกลางและข้อมูลจากระบบที่เกี่ยวข้อง มาสร้างฐานข้อมูลเปรียบเทียบราคา ห้ามหน่วยงานหนึ่งซื้อของที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่หน่วยงานหนึ่งเคยซื้อ แต่ราคาแพงกว่า 20% ถึง 40% ระบบควรจะมีการตั้งอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ว่าราคาไม่เท่ากันทุกครั้ง หากราคาผิดไปจากที่รัฐเคยซื้ออย่างมีนัยยะสำคัญ หน่วยงานก็ต้องอธิบายว่าทำไมจึงต้องซื้อในราคาที่แพงกว่า
น.ท.กิตติพงษ์ กล่าวว่า ที่สำคัญสินค้ามาตรฐานที่รัฐบาลซื้อซ้ำๆ ควรเร่งผลักดันนโยบาย E-shopping ให้หน่วยงานสามารถเปรียบเทียบราคาและจัดซื้อผ่านระบบกลางได้ และต้องเปลี่ยนจากแต่ละหน่วยงานไปถามเอกชนว่า ซื้อของชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ เป็นรัฐต้องรู้เองว่าต้องซื้อของชิ้นนี้ในราคาเท่าไหร่
และโครงการนี้ยังสะท้อนปัญหา คือ คุณภาพใบเสนอราคา จากข้อมูลที่ได้รับในการพิจารณางบประมาณ หนึ่งในบริษัทที่ทางหน่วยงานไปสืบราคามาประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการขายเสื้อนักเรียน แต่เสนอใบเสนอราคามาเป็นขายเสื้อเกราะ และบริษัทนี้รายได้ทั้งปีรวมกันเพียง 12,000 บาท แต่เสื้อเกราะ 1 ตัวราคาตัวละ 46,000 บาท หมายความว่าเสื้อเกราะเพียง1 ตัว มีมูลค่าสูงกว่ารายได้ของบริษัททั้งปี
“ผมไม่ได้กล่าวหาว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นผิด แต่ใบเสนอราคาเช่นนี้ไม่ควรใช้เป็นฐานในการตั้งงบประมาณตั้งแต่แรก และนี่ไม่ใช่กรณีเดียว จึงขอเสนอให้สำนักงบประมาณประสานขอข้อมูลกับกลุ่มพัฒนาธุรกิจและการค้า เพื่อช่วยตรวจสอบบริษัทที่ใช้เป็นแหล่งที่มา
อย่างน้อยต้องรู้ว่าบริษัทนี้ประกอบธุรกิจประเภทใด มีสถานะอย่างไร และข้อมูลทางธุรกิจมีความสอดคล้องกับสินค้าที่เสนอราคาหรือไม่ เพราะมีใบเสนอราคาไม่ได้แปลว่าได้ราคาตลาดและเอกสารครบ ไม่ได้แปลว่าได้ของที่มีคุณภาพ” น.ท.กิตติพงษ์ กล่าว