สิริพงศ์ ปัดรัฐบาลถ่วงเวลาถกงบ สกัดฝ่ายค้านอภิปรายรายงาน กกต. ชี้หากพูดยาวทั้งสองฝ่ายก็ต้องใช้เวลา ถามเป้าหมายชุมนุมกดดัน กกต. หากคดีฮั้ว สว.จบตามที่ต้องการ ต้องตอบให้ได้ว่าใครได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลของฝ่ายค้านว่าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 อาจล่วงเลยและส่งผลให้ไม่สามารถพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 10 ก.ย.ได้ว่า ปกติรัฐบาลพยายามกระชับเวลาอยู่แล้ว

การพิจารณางบจะใช้เวลา 3-4 วัน ส่วนจะเสร็จตามกำหนดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลว่าจลดทอนเวลาของตนเองได้หรือไม่ หากลดเวลาได้ก็ไม่น่ามีปัญหา แต่หากสมาชิกยังต้องการอภิปรายจำนวนมาก เวลาก็อาจล่วงเลยออกไป

เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าไม่มีกระบวนการขัดขวางฝ่ายค้านไม่ให้พิจารณารายงานของ กกต. นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล และวิปทั้งสองฝ่ายมีการหารือกันอยู่แล้ว ส่วนจะมีกระบวนการถ่วงเวลาหรือไม่ ต้องดูจำนวนผู้อภิปรายจากทั้งสองฝ่าย

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า เฉพาะงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย คาดว่าจะใช้เวลาอภิปราย 4-5 ชั่วโมง หากฝ่ายค้านยังอภิปรายจำนวนมากแล้วกล่าวหารัฐบาลถ่วงเวลาก็คงไม่ใช่ หรือจะให้ฝ่ายค้านพูดเพียงฝ่ายเดียวและรัฐบาลไม่มีสิทธิพูดก็คงไม่ใช่เช่นกัน ทั้ง 2 ฝ่ายควรได้รับเวลาอย่างเท่าเทียมกัน

เมื่อถามถึงกิจกรรมชุมนุมและเดินเท้าในวันที่ 13 ก.ย. เพื่อเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการคดีฮั้ว สว. นายสิริพงศ์ กล่าวว่า สังคมต้องเข้าใจว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่ามีกระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับการเลือก สว. หากผลของ กกต. ออกมาไม่เป็นที่พอใจของฝ่ายตรงข้าม ก็อาจกล่าวหาว่า กกต.ถูกกดดันจากรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายค้านกำลังกดดัน กกต. ด้วยการเชิญประชาชนออกมาเดินบนท้องถนน

ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านและเครือข่าย เคยจัดกิจกรรมออกกำลังกายบริเวณหน้าสำนักงาน กกต. ซึ่งประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ละคนต้องพิจารณา แต่สะท้อนว่าความพยายามกดดัน กกต. ของฝ่ายค้านเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า หากชุมนุมในสถานที่สาธารณะและไม่รบกวนการสัญจรของประชาชนก็อาจทำได้ แต่หากปิดถนนหรือเดินขบวนเป็นระยะทางไกลและใช้เวลานาน จนกระทบต่อชีวิตประชาชนจำนวนมาก ขอให้ผู้จัดกิจกรรมคำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวด้วย

นายสิริพงศ์ ตั้งคำถามว่าหากผลการพิจารณาของ กกต. ไม่เป็นไปตามที่ผู้ชุมนุมคาดหวังจะดำเนินการอย่างไร หรือหากผลออกมาเป็นไปตามที่ต้องการ กลุ่ม สว.ถูกดำเนินคดีและพ้นจากตำแหน่ง ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ เพราะผู้ได้รับประโยชน์ย่อมเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในบัญชีสำรอง ซึ่งต้องพิจารณาว่าเป็นกลุ่มของใคร

ส่วนที่ผู้นำฝ่ายค้านเข้าร่วมกิจกรรมด้วยตนเอง นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ในทางการสื่อสารกับประชาชนอาจบอกได้ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ผู้ที่ติดตามการเมือง ย่อมรู้คำตอบอยู่แล้วว่าการดำเนินการดังกล่าวหวังผลในเรื่องใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน