‘รัดเกล้า’ ซัดงบแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ยอดใช้จริงไม่ถึง 11% ชี้ส่วนใหญ่อุปกรณ์ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่เด็กยากจนพิเศษกลับไม่ได้
9 ก.ย. 69 – ในการพิจารณามาตรา 24 กระทรวงศึกษาธิการ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา หรือโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกครูและนักเรียน
โครงการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ผูกพัน 5 ปี มูลค่าสูงถึง 17,305 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน
นางรัดเกล้า กล่าวว่า จากข้อมูลโรงเรียนนำร่อง 100 แห่งที่มีการใช้งานสูงสุด พบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนในระบบกว่า 1.5 แสนคน แต่มีผู้ใช้งานจริงเพียง 16,946 คน หรือคิดเป็นประมาณ 11% ขณะที่ครูในระบบ 7,836 คน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9% เท่านั้น ที่สำคัญคือสถิติระยะเวลาการเข้าใช้งานเฉลี่ยพบว่า ผู้ใช้กดเข้ามาเพียง 1 นาที 9 วินาที แล้วกดออกจากระบบทันที
ตนและทีมงานลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูผู้ได้รับแจกแท็บเล็ต ทุกคนดีใจที่ได้ของฟรี แต่เมื่อถามว่าเคยเข้าใช้งานระบบ NDLP ผ่านแท็บเล็ตบ้างหรือไม่ ทุกคนตอบตรงกันว่าไม่เคยเข้าใช้งานเลย โครงการนี้กำลังสร้างภาระให้ครูต้องผลิตสื่ออัปโหลดขึ้นระบบ แต่กลับไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน NDLP จึงไม่ต่างอะไรจาก Google Drive ขนาดใหญ่ที่บังคับให้ครูนำข้อมูลไปแขวนไว้เท่านั้น
แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี หรือ Cloud ไม่ได้รู้จักตัวตนของเด็ก และไม่ได้ช่วยสอนเด็กได้เท่ากับครู แต่โครงการนี้กลับไม่ตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะจากการกางแผนที่ดูการจัดสรรอุปกรณ์ พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว
ขณะที่เด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ ทั้งที่สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องการคือค่าเดินทางและค่าอาหารเพื่อประคับประคองให้อยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้
นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ตนข้อเสนอ 4 ข้อต่อสภาและกรรมาธิการ คือ 1.จัดสรรงบใหม่ ควรนำงบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนในจุดที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคน แต่กลับถูกตัดงบ
2.จำแนกงบผูกพัน ทบทวนและแยกแยะส่วนที่เป็นภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ หากส่วนใดตัดลดได้ควรรีบตัด
3.ปรับดัชนีชี้วัด (KPI): เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนแท็บเล็ตที่แจก แต่ต้องวัดที่ทักษะความรู้และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน
4.อุดช่องโหว่ทุจริตเร่งวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างกระจายศูนย์เพื่อป้องกันการรั่วไหล