สว.ชำแหละงบปี 70 นันทนา ตั้งชื่อ‘คนเหนือดวง’ ฉะเพิ่มงบให้กระทรวงลูกเทพ งบกลางกลายเป็นงบสิ้นคิด ‘พรชัย’ นิยามงบฯ 70 ไร้อนาคต ซัด 5 พิ ‘พิรุธ-พิกล-พิการ-พิศวง-พิฆาต’ วอนอย่าเอาหนี้อนาคตมาจ่ายความสิ้นเปลือง

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า จาการฟังการอภิปรายของสส. 4 วัน 4 คืนทำให้มองเห็นงบประมาณปี 70 ได้ชัดยิ่งกว่าชัด ตนจึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็นคนเหนือดวง แต่ประชาชนต้องเรียกว่างบ“แล้วแต่ดวง” งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตประเทศ

หากจัดงบดี มีอนาคต ก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่ถ้าจัดงบแบบนี้ ถือว่าเป็นลายแทงสู่หุบเหว ดังนั้น ประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ ต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะนายกฯยังต้องพึ่งเหรียญสมีโชติเลย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ปีนี้ ทั้งไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยจะโตไม่เกิน 1.6% ด้วยงบที่เสนอมานั้นรัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหาหรือซ่อนปัญหากันแน่ ตนขอชี้เห็นถึงความผิดปกติดังนี้

1.งบมียอมรวม 3.78 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียง 0.2% กระทรวงหลักๆ ถูกปรับลด แต่งบกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพิ่มขึ้น 33 % เพราะเป็นกระทรวงลูกเทพหรือไม่ การที่รัฐบาลนี้วางเดิมพันหมดหน้าตักกับ AI ถามว่ามันพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงหรือ เอาแค่โครงการนำร่อง TH-AI Passport ด้วยงบ 1,600 ล้านบาท ก็ล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ออกจากท่า

ทั้งเรื่องความต้องการที่คำนวนผิดพลาดจาก 5 ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง 1.5 ล้านบัญชี คนที่ใช้จริงๆไม่ถึง5 แสนคน ยังไม่นับรวมการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการนี้อีกมากมาย ลองหลับตานึกภาพดูงบประมาณทั้งปี 1.3 หมื่นล้านบาทของกระทรวงนี้ว่าจะเป็นอย่างไร

2.งบรายจ่ายประจำ สูงถึง 73.6% คิดเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จำนวนนี้เป็นค่าจ้างเงินเดือนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ 22% ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี วิธีการที่จะลดงบประจำไม่ใช่ไปลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการตอนนี้เวียดนาม เขาเริ่มไปแล้วของประเทศไทยจะเริ่มกี่โมง

3.ทำไมรัฐบาลจึงกำหนดงบกลางไว้สูงถึง 7 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 8.3% รัฐบาลจะนำไปใช้อย่างไร เรื่องใด จะคุ้มค่าหรือไม่ และหากสภาอนุมัติงบนี้ให้ ก็เหมือนกันตีเช็กเปล่าให้กับรัฐบาล

“การจัดทำงบกลางไว้จำนวนมากๆ อาจจะเรียกว่า งบสิ้นคิด คือคิดอะไรไม่ออก ก็เอาไปกองรวมกันเอาไว้ แล้วไปหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบกลางยิ่งมากก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มจีดีพี หรือจริงไม่ “น.ส.นันทนา กล่าว

4.เงินกู้7.88แสนล้านบาท ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ใดบ้าง ขณะนี้เรามีหนี้สาธาณณะเกือบ 70%ของจีดีพีแล้ว หนี้สินครัวเรือนมีสัดส่วนถึง 88%ของจีดีพี หมายความว่าได้เงินมา 100 บาทใช้เงินแค่ 12 บาท ที่เหลือใช้หนี้หมด รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร

5.งบลงทุนเกือบ 8 แสนล้านบาท ประเทศชาติได้อะไร การบริหารงบประเทศไทยไม่เคยกำหนดเคพีไอให้ชัดเจน และหากทำไม่ได้ตามเคพีไอ งบปีหน้าควรถูกตัด ซึ่งระบบนี้รัฐบาลไทยไม่เคยทำมีแต่เพิ่มงบเข้าไปโดยไม่สนใจผลลัพธ์

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังโคม่า หากรัฐบาลยังบริหารประเทศแบบนี้ ประเทศไทยไม่รอดแน่นอน ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องบริหารประเทศอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและยอมให้ตรวจสอบได้

ด้านน.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. อภิปรายว่า การวางแผนงบเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผน วันนี้รายได้ของ สส. สว. หลังหักภาษี จะอยู่ที่ 16,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในไทยมีรายได้ต่อเดือน อยู่ที่ 200,000-600,000 บาท เราอยากได้คนเก่งๆ แบบนี้มาเป็นสส. และสว.หรือไม่ ที่จะวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้ไปถึงประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูงได้

แต่ทุกวันนี้เรายังนั่งเถียงกันอยู่เลยว่าจะเลี้ยงข้าวให้ สส. สว.หรือไม่ ทั้งที่การใช้งบของสภาฯปีละ 8 พันล้านบาท คิดเป็นแค่ 0.2% ของบทั้งหมดที่ไม่มากจนเกินไป เมื่อเทียบกับการใช้งบของประเทศอื่น คนเก่งมีความรู้ ความสามารถจะมีสักกี่คนที่จะทิ้งอาชีพแล้วเข้ามาทำงานเพื่อชาติ ขณะที่หลังจากหมดวาระ 4 ปี 5 ปีก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

ดังนั้น วันนี้สิ่งที่เราควรทำคือการเมืองที่สร้างสรรค์ สส.และสว. ควรเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มัวแต่ทะเลาะกัน มัวแต่ตำหนิกัน

“ขอให้กำลังใจรัฐบาล และฝากรัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าแก้ที่ปลายเหตุ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ กำหนดนโยบาย 3 ปี 5 ปี ไม่ใช่การตามแก้ปัญหารายวัน สิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องควบคุมการทุจริตภาครัฐให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียงบประมาณและเป็นความเดือดร้อนของประชาชน” น.ส.รัชนีกร กล่าว

ขณะที่นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า งบปี 70 มีวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ มีการตัดงบจากฝั่งสส. 11,000 กว่าล้านบาท หรือ 0.29 เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำประเทศเรายังถังแตก หาเงินเข้าประเทศได้เพียง 3 ล้านล้านบาท ต้องกู้เงินมาเติม 788,000 ล้านบาท

นั่นคือวันนี้เรามีแค่เงินค่ากินอยู่ จะลงทุนอะไรก็ต้องกู้ ถ้าเงินก้อนที่กู้มาเพื่อซื้อของแพง ของซ้ำ ของไม่คุ้ม และของที่ตรวจสอบไม่ได้ไม่ใช่แค่ใช้งบผิดแต่กำลังเอาหนี้ในอนาคตมาจ่ายให้กับความสิ้นเปลืองในวันนี้

นายพรชัย กล่าวต่อว่า งบปี 70 ตนพบว่ามี 5 พิคือ 1.พิรุธ ในการตั้งราคาและจัดซื้อจัดจ้าง 2.พิกล เพราะของเดิมยังมีอยู่ ของใหม่ก็งอก 3.พิการ ในระบบวัดหรือการติดตั้งเคพีไอพิการ เพราะมักจะวัดว่าจัดงานไปกี่ครั้ง อบรมไปกี่คน แต่ไม่เคยวัดว่าประชาชนชีวิตดีขึ้นกี่คน

4.พิศวง เงินจำนวนมหาศาลที่ยิ่งดูยิ่งหายเข้ากลีบเมฆ หายเข้าไปในเมืองลับแล มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่ขณะเดียวกันก็มีพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งผ่านไป

โดยมี 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งงบกลางควรจะใช้เวลาฉุกเฉินและพ.ร.ก.กู้เงิน ควรใช้เวลาฉุกเฉินเช่นกัน มีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอะไรที่ฉุกเฉินซ้ำซ้อนถึงขั้นต้องของบซ้ำซ้อนกันขนาดนี้

5.พิฆาตอนาคต ซึ่งตนเป็นห่วงที่สุดเพราะงบประมาณไม่ใช่แค่บัญชีรายจ่ายแต่คือคำตอบว่าประเทศนี้เชื่อว่าอนาคตของเราอยู่ตรงไหน

“สิ่งที่เราเห็นภาระผูกพันมหาศาล ขณะที่งบกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรมถูกปรับลด ประหยัดกับความรู้ แต่ใจป้ำกับสิ่งก่อสร้างหรือเอไอ ลดงบสร้างคน แต่ไม่ลดงบสร้างตึก เป็นสิ่งที่น่ากลัว

ถ้าเราไม่ลงทุนกับคนการศึกษาและความสามารถในการแข่งขันเรา อาจเสียอนาคตทั้งประเทศ และแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนกับตรงนี้อย่างมากไปตลอดกาล ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมขอนิยามงบปี 70 ว่าเป็นงบไร้อนาคต” นายพรชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน