สุรเชษฐ์ เตือนรัฐบาล ปมเอกชนเสนอเดินรถ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ต่อ 4 เดือน ชี้ 3 เงื่อนไขเสี่ยงเสียเปรียบ ซัด อย่าเอาการเดินทางของประชาชน มาเป็นตัวประกัน
เมื่อวันที่ 12 ก.ย.2569 นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาการจัดทำและติดตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคม ในกมธ.คมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด ก่อนที่บันทึกข้อตกลง (MOU) เดิมจะหมดอายุลงในวันที่ 30 ก.ย.นี้
โดยนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าการ รฟท. เพื่อเสนอเงื่อนไขการเดินรถชั่วคราวเป็นเวลา 4 เดือน คือในวันที่ 1 ต.ค. 2569 – 31 ม.ค. 2570 ต่อมาในวันที่ 10 ก.ย. มีการประชุมบอร์ด รฟท. โดยยังไม่ได้ข้อยุติตามข้อเสนอของเอกชน
จากนั้นวันที่ 11 ก.ย. นายกรัฐมนตรี รมว.คมนาคม และ รฟท. ได้หารือกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยเบื้องต้นยังมีประเด็นที่ต้องเจรจากันต่อ แต่ทุกอย่างต้องจบก่อนวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งบันทึกข้อตกลงเดิมจะหมดอายุ และจะกระทบต่อการให้บริการประชาชน
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาในร่างข้อเสนอของเอกชน พบว่ามี 3 เงื่อนไขอันตรายที่อาจทำให้รัฐเสียเปรียบและแบกรับภาระทางการคลังโดยไม่จำเป็น ได้แก่ 1.เอกชนเสนอรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินรถ 4 เดือน โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่กลับสงวนสิทธิ์เรียกเก็บส่วนต่างจาก รฟท. ในภายหลังหากค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ โดยไม่มีการกำหนดเพดานวงเงิน ไม่มีกลไกพิสูจน์ต้นทุน และไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน
2.รฟท. ต้องคืนเงินหลักประกันตามข้อตกลงเดิมจำนวน 1,067 ล้านบาทให้แก่เอกชนทันทีที่บันทึกข้อตกลงสิ้นสุด แล้วค่อยวางหลักประกันก้อนใหม่ ซึ่งยังไม่สามารถตกลงมูลค่ากันได้
3.เอกชนระบุสิทธิว่าสามารถยกเลิกการให้บริการได้ทันที หาก รฟท. ยื่นฟ้องหรือดำเนินคดีต่อศาลเกี่ยวกับข้อพิพาทสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือเรียกร้องตามหลักประกันใดๆ
นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า การที่เอกชนใส่เงื่อนไขบอกเลิกการเดินรถหากรัฐใช้สิทธิทางศาล ถือเป็นการนำประชาชนผู้ใช้บริการมาเป็นตัวประกัน เพื่อสร้างแรงกดดันไม่ให้รัฐบังคับใช้สิทธิทางกฎหมายตามสัญญา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในข้อตกลงบริการสาธารณะ
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ ทั้ง รฟท. และบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ยังขาดความพร้อมในการเข้ามาบริหารจัดการเดินรถเอง ทั้งที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าบันทึกข้อตกลงเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. และปัญหาดีลรถไฟเชื่อม 3 สนามบินก็ส่งสัญญาณว่าจะล่มมานานแล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่มีการเตรียมแผนสองไว้รองรับ
นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลยอมถอยและสร้างบรรทัดฐานเช่นนี้ จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อการจัดการสัมปทานโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต โดยเฉพาะสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่จะหมดสัญญาในปี 2572 ซึ่งมีความซับซ้อนกว่ามาก โดยในวันที่ 18 ก.ย.นี้ คณะอนุกมธ. ในกมธ.คมนาคม จะประชุมเพื่อติดตามและซักถามรายละเอียดการแก้ปัญหาในเรื่องนี้
“รัฐบาลรู้มาตลอดว่าเอ็มโอยูจะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ แต่เหตุใดจึงไม่มีแพลนบี ทั้งที่ข่าวเรื่องดีล 3 สนามบินมีปัญหามานานแล้ว การปล่อยให้เอกชนตั้งเงื่อนไขบีบบังคับรัฐโดยเอาการเดินทางของประชาชนมาเป็นตัวประกัน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่า มีแผนรองรับอย่างไรที่ไม่ใช่การยอมแลกประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ” นายสุรเชษฐ์ กล่าว