อภิสิทธิ์ เปิดเกมตรวจสอบมติ กกต.คดีฮั้วสว. จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล-สาวถึงผู้วางแผน หนุนผู้เสียหาย ฟ้องกกต. 3 มาตรา อัด กกต.ไม่แสวงหาข้อเท็จจริง จับตารัฐบาลแทรกแซงดีเอสไอ
วันที่ 15 ก.ย.2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติในคดีฮั้วสว.ว่า ตนได้เชิญฝ่ายกฎหมายของพรรคมาร่วมประชุม เบื้องต้นตนตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ดำเนินการล 77 คน ซึ่งน้อกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และน้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการกกต.
การที่ประธานกกต.อ้างถึงการตัดสินใจไม่ส่งบุคคลอีกหลายราย ที่ออกตัวว่าเป็นความเห็นในส่วนตัว แต่เชื่อว่าเสียงข้างมากคงใช้เหตุผลในแนวทางเดียวกัน คือวิธีการพิจารณา พยายามจะเอาบรรทัดฐาน และมาตรฐานที่เกี่ยวกับคดีอาญามาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของกกต. มีทั้งในส่วนที่เป็นคดีอาญาและคดีเลือกตั้ง
เมื่อประกอบกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์โดยปราศจากข้อสงสัย แต่ดำเนินการ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ที่เคยมีบรรทัดฐานที่กกต.เคยดำเนินการ และศาลฎีกาเคยพิพากษาแล้วว่าอะไรที่เกินเลยไปกว่าการให้ผู้สมัครเลือก โดยดูจากประวัติการทำงาน ถือเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ดังนั้น จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่สำคัญ พรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง น่าสังเกตว่าประธานจะแถลงว่ามี 7 ข้อหา โดยข้อหาที่ 1 เกี่ยวข้องโดยตรงกับพรรค อาจจะเกี่ยวพันไปถึงข้อหาที่ 2 คือผู้ที่ยินยอมให้พรรคเข้าไปช่วยเหลือ โดยพูดถึงเฉพาะการพาดพิงของพยาน
ความจริง การพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 ถึง 7 ต้องดูภาพรวมด้วย และปรากฏชัดเจนว่า เมื่อลงไปพิจารณาข้อหาที่ 3 ถึง 7 ถึงขั้นตัดสินที่จะส่งศาล 77 คน มันมีพฤติกรรมที่เป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นความผิดรายบุคคล
ยิ่งกว่านั้นที่กกต.ใช้คำว่า “ผู้อื่น” ที่มีการยื่นศาลไปหลายคน เป็นบุคลากรของพรรคการเมืองเดียวกันหมด และการดำเนินการที่เป็นที่มาของการตัดสินในข้อหาที่ 3 ถึง 7 เป็นพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันเป็นระบบ แต่กกต. ไม่ได้นำประเด็นเหล่านี้มาพิจารณาว่า “ผู้วางแผน” ให้เป็นไปตามขบวนการแบบนี้น่าจะเป็นใคร
นอกจากนั้น การให้น้ำหนักกับพยานที่กลับคำให้การ โดยจะมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของกกต. คือ คำให้การของพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกขับออกและไปอยู่พรรคกล้าธรรม โดยใช้คำว่า“ซึ่งขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย ” ทั้งที่ความจริง พรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ขัดแย้งกันถึงขนาดนั้น
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า พยานคนนี้มาให้การครั้งแรกช่วงเดือนพ.ค. ถ้ามีความเชื่อว่าการมากลับคำให้การทีหลัง เพราะเกิดการข่มขู่ น่าจะเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมือง ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าในเดือนพ.ค. พรรคภูมิใจไทยก็เป็นรัฐบาลอยู่ แสดงว่าความจริง พยานมีเหตุอันควรจะกลัวพรรคภูมิใจไทยด้วยซ้ำ แต่กลับมาให้การในลักษณะพาดพิงไปถึงบุคคลต่างๆ
ดังนั้น จะพิจารณาเพียงแค่พยานก็คงไม่พอ แต่ควรพิจารณาประกอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้วยว่าสอดรับกับคำให้การของพยานหรือไม่
การกลับคำให้การโดยทำเป็นหนังสือ แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ชายไม่ปรากฏนาม ที่ข่มขู่นั้นเป็นใคร อย่างไร เมื่อไหร่ ทำให้เกิดคำถามในเชิงข้อกฎหมาย เพราะพยานคนนี้ เดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ แต่เมื่อให้การอันเป็นประโยชน์ ก็ถูกกันออกมาเป็นพยาน เมื่อเจ้าตัวมาบอกว่าสิ่งที่พูดไว้เป็นเท็จ เหตุใด กกต.ไม่มีการดำเนินคดี เพราะการให้การเท็จ หรือการกล่าวหากลั่นแกล้งผู้อื่นที่เกี่ยวกับขบวนการเลือกตั้ง ถือเป็นความผิด
“เมื่อถูกกันมาเป็นพยาน ด้วยเหตุการให้ข้อมูลครั้งแรก แต่เมื่อข้อมูลนั้นเป็นเท็จ ทำไมสถานะไม่ถูกกลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหา และถูกดำเนินการ แต่กลายเป็นว่ากกต. หรืออนุกรรมการฯ พร้อมรับฟังอันนี้ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ถือเป็นข้อพิรุธที่เกี่ยวข้องทั้งคำให้การและการทำงานของ กกต.”
ดังนั้น สิ่งที่เราเรียกร้อง คือ ให้กกต. เปิดคำวินิจฉัยส่วนบุคคล พร้อมเหตุผลอย่างละเอียด ให้เห็นว่าแต่ละท่านมีเหตุผลอะไรมารองรับคำวินิจฉัยของตนเอง และจากการวิเคราะห์ดูรายชื่อต่างๆ จะสังเกตเห็นว่าบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพรรคที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรรมการบริหารพรรค และอาจจะเป็นเพราะหลายคนที่ปัจจุบันไม่มีสถานะเป็นอะไร
แต่กรณีของสส.ที่โดน ตนตั้งข้อสังเกตว่าระหว่างที่เกิดเหตุน่าจะดำรงตำแหน่งเป็นเลขาฯของรมว.มหาดไทย ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เมื่อมีการชี้ว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายมาตรา 77 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หมายความว่า คดีที่อยู่ในกลุ่มสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเดินต่อเนื่อง จากที่ตัดสินใจส่งให้อัยการฟ้องผู้ต้องหา 8 คน โดยอัยการมีหนังสือตอบมา 2 ประเด็นคือ ทำไม 8 ราย ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีเป็นร้อย
และความผิดที่ดีเอสไอดำเนินการเรื่องอั้งยี่และฟอกเงิน เป็นความผิดที่เกี่ยวกับความผิดการเลือกตั้งเหมือนรอฟังกกต.ก่อนว่า จะมีการทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ เมื่อกกต. วินิจฉัยแล้วว่ามี ทางดีเอสไอต้องสอบสวนและขยายความผิดเพิ่มเติมตามที่อัยการบอกมา
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเป็นระยะว่า มีความพยายามจะโยกย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนในคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ ซึ่งเราจับตาดูและเรียกร้องว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้
“เมื่อมีการส่งสำนวนตามที่วินิจฉัยไปที่ศาลฎีกา โดยจะดำเนินการตามระบบไต่สวน กฎหมายบอกให้ศาลยึดถือสำนวนการไต่สวนเป็นหลัก ดังนั้น ขอเรียกร้องให้กกต. ส่งข้อมูลที่ได้ในการไต่สวนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
เมื่อศาลมีการไต่สวน พิจารณาจนความปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่พัวพันไปถึงคนอื่นนอกจาก 77 คน เราจะถือว่าจะเกิดความปรากฏแก่กกต. อีกครั้งว่ามีผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้มากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้กกต.ดำเนินการ ไม่อาจตัดจบว่าเรื่องนี้จบแล้ว และมีเพียง 77 คน”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เราทราบว่ามีผู้เสียหายที่ต้องการจะดำเนินการทางกฎหมายกับกกต.ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 69 ของกฎหมายกกต. ประมวลวิอาญาม.157 กฎหมายป.ป.ช. ม. 172 ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหายได้ติดต่อกับพรรคมาแล้ว เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องกฎหมาย โดยตนได้มอบหมายให้คณะกรรมการกฎหมายของพรรคมาช่วยดำเนินการอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ทราบว่ายังมีช่องทางอื่นที่จะดำเนินการ โดยผู้เสียหายทั้งสว.สำรอง และผู้สมัครในระดับต่างๆ อาจจะหาช่องทางอื่นเรียกร้องความยุติธรรม เช่น การยื่นต่อศาลฎีกา ซึ่งคล้ายกับคดีที่เกิดขึ้นกับอำนาจเจริญก่อนหน้านี้
และยื่นคำร้องตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ การใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง ทำให้ระบบของรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ รวมถึงช่องทางอื่นๆ ที่อาจจะดำเนินการได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและความยุติธรรมในเรื่องนี้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ยินดีสนับสนุนผู้ที่มีสิทธิ์ในเรื่องเหล่านี้ไปร้องตามช่องทางต่างๆ
เมื่อถามว่าจะล่าช้าเกินไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต. มีกรอบที่ต้องทำตามกฏหมาย เราไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่าต้องใช้เวลาอย่างไร
“ผมมองว่า ที่สำคัญกว่า คือกระบวนการต้องโปร่งใส การเปิดเผยคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคล ต้องส่งรายละเอียดการไต่สวนข้อมูลทั้งหมดไปให้ทางศาล เช่น ที่อ้างว่ามีการโทรศัพท์จริงแต่ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรหรือไปอยู่ที่เดียวกันจริงแต่ไม่รู้ว่าประชุมเรื่องอะไร ผมจะรับฟังเหตุผลนี้ได้ ถ้ามีการแสวงหาคำตอบว่าถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วไปเจอกัน พูดคุยเรื่องอะไร แต่เห็นได้ว่าไม่มีในส่วนนี้เลย”
เท่าที่ทราบ กรณีของกลุ่มผู้บริหารพรรค เป็นการให้การทางหนังสือง่ายๆ ว่าปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยไม่มีความพยายามชี้แจงเลยว่าที่ถูกกล่าวหาพาดพิงพยานต่างๆ มีข้อมูลอะไรมาหักล้าง แต่เข้าใจว่าเขียนพ่วงไปว่า การแจ้งข้อกล่าวหาไม่ชัดเจนเพียงพอ ทั้งที่กกต.สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้
และบุคคลเหล่านี้ น่าจะอยู่ในฐานะที่จะแสดงความบริสุทธิ์ของตนเองได้ว่าสรุปแล้วที่ถูกกล่าวหาในเรื่องต่างๆ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง อย่างนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก็ระบุได้ว่าไปเจอกันเรื่องไก่งวง แต่ของคนอื่นไม่มีคำอธิบายว่าไปอยู่ที่โรงแรมเพราะอะไร ทำไมต้องโทรหากัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคจะยื่นฟ้องไปที่ศาลอาญาคดีทุจริต ซึ่งเราอยากทำเร็วที่สุด ตอนนี้มีสว.สำรองติดต่อมาบ้างแล้ว แต่เข้าใจว่าหลายกลุ่มน่าจะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากกลุ่มอื่นด้วย แต่เราได้แสดงท่าทีไปชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุน
ส่วนที่พรรคไม่ได้เป็นผู้ยื่นเองนั้น เพราะโดยหลักผู้เสียหายจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า และที่ผ่านมาหลายครั้งที่เรายื่นตรวจสอบ มักถูกยกคำร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ถือเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายที่ต้องช่วยกันสะสางต่อไป เพราะตนมองว่าหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและความเสียหายก็เกิดขึ้นกับทุกคน