สภากทม. เสียงส่วนใหญ่ปัดตกโครงการ ‘เช่ารถขยะอีวี’ 5 ปี วงเงิน 6 พันล้านบาท จำใจเช่ารถดีเซลเจ้าเดิมต่อ ชี้รายละเอียดยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณา

15 ก.ย. 69 – ที่ไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 1 ประจำปี 69 โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหารกทม. หัวหน้าหน่วยงาน สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ที่ประชุมมีการพิจารณาเรื่องรายการแปรญัตติ เพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะกรรมการวิสามัญฯ สงวนความเห็นไว้เพื่อขอให้สภากรุงเทพมหานคร วินิจฉัย โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอย จำนวน 3 โครงการ เพื่อใช้ทดแทนรถเก็บขนมูลฝอย (รถสันดาป) ที่จะสิ้นสุดสัญญา ในปี 2570 รวม 1,347 คัน ดังนี้

1. โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 2 ตัน 399 คัน วงเงินโครงการ 1,595,577,060 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (2570-76) ระยะเวลาเช่า 5 ปี โดยของบปี 70 จำนวน 1 ล้านบาท

2. โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบอัด ขนาด 5 ตัน 874 คัน วงเงินโครงการ 4,125,463,540 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี (2570-76) ระยะเวลาเช่า 5 ปี โดยของบปี 70 จำนวน 1 ล้านบาท

3. โครงการเช่ารถไฟฟ้าเก็บขนมูลฝอยแบบยกภาชนะขนาด 8 ลบ.ม. 74 คัน ของบฯ 317,541,400 บาท ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (2570-77) ระยะเวลาเช่า 5 ปี โดยของบปี 70 จำนวน 1 ล้านบาท รวม 1,347 คัน รวม 3 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 6,038,582,000 บาท

ภายในที่ประชุมบรรดา ส.ก. อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่สนับสนุนการใช้รถอีวี แต่โครงการดังกล่าว ฝ่ายบริหารเคยขอจัดสรรงบประมาณประจำปี 68 มาแล้ว จนถึงปัจจุบันทั้ง 3 โครงการนี้ยังไม่ได้ตัวผู้รับจ้าง เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหามาตลอด กระทั่งฝ่ายบริหารขอยกเลิกทั้ง 3 โครงการ และเสนอทั้ง 3 โครงการมาใหม่ แต่กลับมีมูลค่าแพงกว่าเดิม

นอกจากนี้ รายละเอียดที่ฝ่ายบริหารเสนอโครงการมา ยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณา ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจนจำนวนมาก โดยเฉพาะการกำหนดสเปกและขอบเขตของงาน รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะ และจำนวนลดลง แต่ราคากลับสูงกว่าเดิมโครงการละ 100-200 ล้านบาท

รวมทั้งผลการทดลองใช้งานรถขยะอีวี ตลอดจนปัญหาเรื่องสถานีชาร์จ ขณะที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่าจริง ลดมลพิษจริง แต่ไม่ได้ดูต้นทุนแฝงอื่น ๆ พร้อมเสนอให้เตรียมพร้อมรถชนิดดีเซลไว้ในกรณีฉุกเฉิน

บรรดา ส.ก. ยังชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมาทั้ง 3 โครงการ มีปัญหามาตลอดว่ามีการล็อกสเปก เพื่อเอื้อให้เอกชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนกระทั่ง ป.ป.ช. เข้ามาตรวจสอบ จึงอยากให้ฝ่ายบริหารกลับไปศึกษาความเสี่ยง ทบทวนโครงการให้รอบคอบ ทั้งการทดสอบน้ำหนักและระยะทาง การกำหนดทีโออาร์ เอกสารเสนอราคา และระบบชาร์จไฟฟ้า ก่อนเสนอโครงการเข้ามาใหม่ พร้อมมีข้อแนะนำให้ใช้รถขยะอีวีทดลองนำร่องก่อน เมื่อได้ผลดีจึงค่อยขยายต่อไป

ขณะที่ นายชัชชาติ กล่าวว่า ทั้ง 3 โครงการ มีการตรวจสอบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า ฝ่ายบริหาร จึงของบเหลื่อมปี แต่สภา กทม. ไม่อนุมัติให้ จึงเสนอโครงการเข้ามาใหม่ ปัจจุบันในประเทศไทย มีรถขยะอีวีใช้แล้ว 13 จังหวัด อีกทั้งค่าเช่ารถขยะอีวีถูกลง อัตราค่าเช่ารถอีวีต่ำกว่าค่าเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 63 ประมาณ 7–10 % และยังประหยัดค่าพลังงานกว่า 4,745 ล้านบาท

รถขยะอีวี จำนวน 1,347 คัน วิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวัน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ประมาณ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 949 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการประหยัดประมาณ 54% เมื่อเทียบกับรถดีเซล

นอกจากนี้เห็นตัวเลขชัดเจน รถดีเซลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอด 5 ปีประมาณ 8,756.63 ล้านบาท คำนวณจากราคาดีเซล 39 บาทต่อลิตร ขณะที่รถอีวี อยู่ที่ประมาณ 4,011.90 ล้านบาท คำนวณจากค่าไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย จึงประหยัดได้ 4,744.72 ล้านบาท ทำให้ ประหยัดเกือบ 80% ของวงเงินเช่า เงินที่ประหยัดจากค่าพลังงานประมาณ 4,745 ล้านบาท คิดเป็นราว 79% ของวงเงินโครงการเช่ารถอีวี ทั้งหมดประมาณ 6,038 ล้านบาท

ส่วนความพร้อมของ กทม. ได้มีความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงในการติดตั้งระบบชาร์จไฟ และจะมีการทดสอบสมรรถนะรถอย่างรอบคอบก่อนใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับภารกิจเก็บขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับงบประมาณปี 2570 กทม. จะต้องเช่ารถดีเซลเดิมต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ซึ่งรถบางส่วนมีอายุการใช้งาน 5–7 ปี และยังคงมีปัญหาด้านมลพิษและเสียงรบกวน

สำหรับข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส กทม. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงการอย่างรอบด้าน มีการตั้งคณะกรรมการร่วมจากหลายหน่วยงาน พิจารณารายละเอียดและดำเนินการตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำเข้าสู่กระบวนการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบได้

หลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้น ประธานสภากรุงเทพมหานคร ได้สอบถามผู้สงวนความเห็นและเปิดระบบลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนน โดยมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ยืนยันตัวตนเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเต็มจำนวน 50 คน

ผลการลงมติ ปรากฏว่า มีผู้เห็นชอบตามที่ผู้สงวนความเห็นเสนอ (เห็นควรให้ตัดงบประมาณ) จำนวน 27 คน ไม่เห็นชอบ (ให้คงงบประมาณตามร่างเดิม) จำนวน 19 คน งดออกเสียง จำนวน 4 คน ส่งผลให้ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบตามผู้สงวนความเห็น คือ เห็นควรตัด เนื่องจากเห็นว่า กทม. ควรเช่ารถเก็บขนมูลฝอยในรูปแบบเดิมไปก่อนจนกว่าจะมีการทดสอบการใช้รถไฟฟ้าว่ามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง แต่คณะกรรมการวิสามัญฯ มีมติให้คงไว้ในรายการแปรญัตติ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน