วีระยุทธ ซัดไทยช่วยไทยพลัสเรียกคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าช่วยประชาชนแบบพุ่งเป้า ชี้กู้เงินมาแก้วิกฤตพลังงาน ควรเน้นเกษตร-ประมง-ขนส่ง ชง 4 ข้อแก้ปัญหายานยนต์
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคประชาชน ครั้งที่ 12 นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ
ในประเด็นจับตาจี้รัฐบาลเยียวยาผู้เสียหายจากปลาหมอคางดำ และภาคต่อไทยช่วยไทย แก้ภาษีรถ EV ไม่ตรงจุด แผนพลังงานฉบับใหม่ไม่ฟังเสียงประชาชน รวมถึงแผน PDP
นายวีระยุทธ กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่และค่า GDP ว่า จะต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสหรือ 60/40 ต้องมองว่าราคาน้ำมันตอนนี้เริ่มพุ่งขึ้นสูงอีกแล้วตั้งแต่ปลายเดือนก.ค. โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาลิตรละ 5 บาท เช่น น้ำมันดีเซลกลับมาแตะ 40 บาทอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลกู้เงิน 4 แสนล้านบาท วัตถุประสงค์ที่เขียนไว้เองว่า จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ที่เป็นผลมาจากวิกฤตพลังงาน
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในเมื่อวิกฤตพลังงานส่งผลต่อราคาน้ำมัน ทำไมถึงไม่ใช้เงินตรงนี้ยิงเป้าให้ตรงจุดในการแก้ปัญหา กลายเป็นว่ากู้เงินมา 2 แสนล้านบาท และไปใช้กระตุ้นการบริโภคในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ซึ่งทุกคนรู้ดีว่าเป็นการรักษาคะแนนนิยมทางการเมือง
ในเมื่อราคาน้ำมันกลับมามีผลต่อวิกฤติอีกครั้งหนึ่งประชาชนลำบาก จะต้องมีนโยบายมาตรการช่วยเหลือที่พุ่งเป้าไปเลย เอาไปช่วยกลุ่มคนที่เดือดร้อน โดยเฉพาะเกษตรกร ประมง ภาคการขนส่ง ซึ่ง 3 ส่วนนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน แต่ไม่ได้รับนโยบายการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเลย
“ต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาสูงขึ้น แต่รัฐบาลกลับใช้เงินเงินก้อนนี้ที่กู้มาว่าจะใช้แก้วิกฤตพลังงาน ใช้ไปเพื่อรักษาคะแนนนิยมทางการเมือง ไม่ได้ช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าแบบที่เราอยากให้เป็น” นายวีระยุทธ กล่าว
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ปัญหาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีการเรียกร้องมาหลายปีแล้ว รัฐบาลเพิ่งจะมาตื่นเต้น เมื่อมีข่าวว่าบริษัทใหญ่อย่างโตโยต้าถูกประเทศอินโดนีเซียแย่งฐานการผลิต และลงทุน จึงจะออกนโยบายใหม่ แต่เน้นไปที่มาตรการทางภาษี โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้า
เรื่องนี้ต้องตั้งหลักให้ดีว่าเป้าหมายจริงๆ ต้องการรักษาวัตถุดิบ การใช้วัตถุดิบในประเทศ ชิ้นส่วนในประเทศ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับซัพพลายเชนของเราการขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็นเพียงมาตรการทางอ้อมเท่านั้น ถ้าจะให้ช่วยรักษาวัตถุดิบในประเทศจริงจะต้องจัดงบประมาณ เคพีไอ และมาตรการที่ตรงจุด
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ตนจึงขอเสนอ 4 ข้อ 1.ค่ายรถอีวีโดยเฉพาะจากจีนได้รับเงินอุดหนุนไปแล้ว 2 หมื่นกว่าล้านบาทตอนนี้จะมีการผลิตชดเชย ซึ่งมีเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบในประเทศไทย รัฐบาลและบอร์ดอีวีค่อนข้างปล่อยผ่านทำให้วิธีคิดเรื่องนี้ หละหลวม และเกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้จริง ดังนั้น จึงต้องตรวจเข้มวิธีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศในส่วนของอีวีจีนที่กำลังผลิตชดเชยอยู่
2.ต้องปรับตัวให้เหมาะกับอนาคต ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเช่นการตั้งศูนย์ R&D (Research and Development) แม้แต่การร่วมกันพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับยานยนต์สมัยใหม่
3.อย่าลืมเรื่องแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังทิ้งขว้างแรงงาน 4-5 แสนคน ถ้าจะให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อได้ มาตรการสรรพสามิตอย่างเดียวไปต่อไม่ได้ ต้องมีเงิน มีงบ และเคพีไอลงไปช่วยพัฒนาทักษะแรงงานไทย จากสันดาป ไปต่อไฮบริด และไปต่ออีวีได้
4.การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเอสเอ็มอีปัจจุบันค่ายรถยนต์ไม่ได้ช่วยลงทุนในเรื่องเธียร์ 3 เธียร์ 4 บริษัทเอสเอ็มอีของไทยที่อยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จะต้องมีการเปลี่ยนผ่านเครื่องจักรการผลิตครั้งใหญ่ เพราะการส่งออกโดนกีดกันด้วยสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีของไทย ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไม่เพียงพอ ไม่สามารถทำได้
ดังนั้น ถ้าจะแก้เรื่องยานยนต์ต้องกลับมาตั้งหลักให้ดีอย่าเต้นตามจังหวะ แค่มาตรการภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวไม่เพียงพอแต่ต้องมีมาตรการพุ่งเป้า มากขึ้นใน 4 ข้อที่เสนอ
เมื่อถามว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัส มีแนวคิดจะโยกงบแก้วิกฤตพลังงาน มาใช้มองว่าจะผิดวัตถุประสงค์ทางกฎหมายหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า หากอ่านใน พ.ร.ก.กู้เงิน เปิดช่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเหมือนมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะโยกงบไปมาระหว่าง 2 ก้อน ระหว่าง 2 แสนล้านหลังกับ 2 แสนล้านแรกได้
ดังนั้น ตามกฎหมายที่เขียนเตรียมไว้ทำได้ แต่คิดว่าดีกว่าหรือไม่ เหมือนให้เลือกระหว่างของที่แย่กับของที่แย่กว่า เพราะเงินกู้ที่มาใช้กับวิกฤตพลังงานเรามองว่ามีความสำคัญ
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคือไม่มีแผนที่ชัดเจนเลยว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดอย่างไร โครงการก็เป็นเบี้ยหัวแตก และดูเหมือนจะเป็นโครงการในเชิงระบบอุปถัมภ์มากกว่าที่จะเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงๆ
เรื่องนี้มีปัญหาตั้งแต่การออก พ.ร.ก.กู้เงินครั้งแรกแล้ว แต่ยังเห็นความกังวลว่ายังใช้เงินกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 อีก รวมแล้วจะประมาณ 2 แสนล้านบาทที่กู้มา แต่ใช้ไปกับการกระตุ้นการบริโภคเพื่อคะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อถามว่า ในอีก 2 เดือนผลคะแนนนิยมของรัฐบาลจะส่งผลต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสหรือไม่ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เป็นเพียงตัวชะลอความถดถอยคะแนนนิยมทางการเมือง เรียกว่าถ้าไม่มีคะแนนนิยมทางรัฐบาลจะดิ่ง จะยิ่งดิ่งกว่านี้ในช่วงที่ประสบปัญหาด้านอื่น
แต่เราอยากให้ใช้เงินเงินก้อนนี้ ที่คุณเขียนไว้เองว่าจะใช้แบ่งเบาภาระเรื่องวิกฤติพลังงานแต่ตอนนี้ ราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้นจึงอยากให้ใช้เงินพุ่งเป้าไปที่เกษตรกรไปที่ประมงและภาคขนส่งให้ตรงจุดกว่านี้
เมื่อถามย้ำว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสดูเหมือนจะไม่มีใครกล้าแตะ เพราะอาจเป็นคะแนนนิยมและไม่ผิดกฎหมาย นายวีระยุทธ กล่าวว่า ปัญหาคือรัฐบาลไม่มีนโยบายอื่นเลย ทั้งการช่วยเอสเอ็มอี ช่วยสินค้าการเกษตร นอกจากมีกระบวนท่าเดิมๆ เช่นรถพุ่มพวงที่เข้าไปรับซื้อ แต่ไม่ได้เตรียมพร้อมล่วงหน้า
ปัญหาหลักของรัฐบาลคือไม่มีนโยบายอื่นเลยท่ามกลางการอธิบายว่ามีวิกฤตปัญหา 7-8 อย่างในประเทศ แต่พอไปถึงทางออกกลับมีแต่ 60/40 คำถามคือนโยบายเศรษฐกิจของนโยบายนี้คืออะไร คำตอบคือมีแค่ 60/40 เท่านั้น นี่คือปัญหาใหญ่
ส่วนที่ ส.ก.พรรคประชาชนไม่สนับสนุนรถขยะ EV และหุ่นยนต์ดับเพลิง นายวรภพ กล่าวชี้แจงในฐานะกรรมการพิจารณางบประมาณของ กทม. ว่า ตัวแทนของพรรคประชาชนสนับสนุนรถอีวี ในการเปลี่ยนผ่าน เพราะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่สภากรุงเทพมหานคร อนุมัติรถอีวี 6 คันเพื่อนำร่อง มีการอนุมัติรถดูดฝุ่นที่ต้องเป็นรถอีวี และมีการอนุมัติ Outsource รถขยะอีวี จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อนำร่องใช้ที่เขตสายไหม และเขตคันนายาว เพื่อเพิ่มรถขยะและแก้ปัญหาการจัดเก็บขยะ
นายวรภพ กล่าวต่อว่า ส่วนการไม่เห็นชอบคือตัวโครงการเช่ารถขยะอีวีที่ปรากฏในงบประมาณปี 70 เพียง 10 ล้านบาท แต่ส่วนนี้เป็นงบผูกพัน 8 ปีที่ 6,000 ล้านบาท เป็นการเปลี่ยนเช่ารถขยะอีวีกว่า 1,300 คัน ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนรถกว่า 75% โดยไม่มีการทดลองวิ่งว่าจะสามารถจัดเก็บขยะได้ตามที่กำหนดไว้หรือไม่
ดังนั้นสภากทม. จึงไม่เห็นชอบในแง่ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่มีการทดลองวิ่งจริง และไม่ได้มาพร้อมกับการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการไม่ได้มาพร้อมกับ Outsource คนจัดเก็บขยะที่ไม่เพียงพอ
นายวรภพ กล่าวต่อว่า ดังนั้นการเช่ารถโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะเป็นการซ้ำเติมเรื่องการจัดเก็บขยะตกหล่นที่มาจากพนักงานจัดเก็บขยะไม่เพียงพอ เมื่อมีการอนุมัติ Outsource รถเก็บขยะ อีวีแล้ว จึงมองว่าควรรอดูผลลัพธ์โครงการนำร่องก่อน เพื่อนำสู่การขยายผลในปีต่อไป