สว.สำรอง ร้องศาลฎีกา เพิกถอนคำวินิจฉัย กกต. คดีฮั้วสว. ชี้ไต่สวนไม่รอบด้าน ไม่ควรจำกัดแค่หลักฐานการจ่ายเงิน แต่ควรรวมพฤติการณ์-ความเชื่อมโยงเครือข่าย

วันที่ 16 ก.ย.2569 ที่ศาลฎีกา กลุ่มสว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยขอให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสว. และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือฮั้วเลือกสว.

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นคำร้องครั้งนี้ สืบเนื่องจาก กกต. มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับผลการพิจารณาข้อกล่าวหาคดีเลือกสว. ซึ่งมีการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนหนึ่ง ขณะที่ข้อกล่าวหาหลายประเด็น กกต.มีมติยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้อง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้น และโพยฉบับแรกที่ตนไปพบนั้น ถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต. วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปละละเลยหรือไม่

จึงถือว่า กกต. ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน

ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต. ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือกสว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยจะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต. วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิด ขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้ และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่

และขอให้ไต่สวนว่า เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือกสว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่

“โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวน เหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่” พล.ต.ท.คำรบ กล่าว

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้ และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. และยอมรับว่าไม่หนักใจที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่าจะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุดที่ 36 ที่อ้างว่าพยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษหรือโยนความผิดให้ใคร ต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบคอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉัยแล้ว ต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ส่วนกรณีหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง สว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มสว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกสว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กลุ่ม สว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญ คือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่ายด้วย

สว.สำรอง ย้ำว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน