สาทิตย์ ซัดคดีฮั้วสว. ฟางเส้นสุดท้ายทำศรัทธา กกต.พังทลาย จี้ส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลฎีกา อย่าตัดตอนแค่ 77 คน วอนคนใน กล้าหาญออกมาเปิดโปง หากถูกแทรกแซงจริง

วันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประการประชุม พิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567และ 2568 โดยหลังจากนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ได้รายงานผลการดำเนินงาน ได้เปิดให้สส.อภิปราย

เวลา 11.40 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ในที่สุดรายงานของกกต. ฉบับเจ้าปัญหา ปี 2567 ซึ่งมีการเลือกตั้ง สว. และปี 2568 มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯเสียที หลังจากยื้อมาตลอด 2 สัปดาห์

เนื่องจากมีบางฝ่ายคิดจะปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยอาศัยมือของ กกต. เมื่อผลประโยชน์ตรงนั้นจบลง เขารอดตัวไป เหลือแต่ กกต. ที่มีสถานะน่าเป็นห่วง เพราะความสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นเกราะกำบังของ กกต. ได้พังทลายลงจากคำวินิจฉัยเรื่องคดีฮั้ว สว.

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนเคยให้การรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และเห็นชอบกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. แต่ยิ่งทำงานไปตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณเกือบ 1 แสนล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อ กกต. นับวันมีแต่ต่ำลงเรื่อยๆ

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เรื่องที่พังทลายความสุจริตของ กกต. คือเรื่องการซื้อเสียง ก่อนมี กกต. มีการแจกปลาทู รองเท้าคนละข้าง หรือเงิน 120 บาท แต่พอมี กกต. การซื้อเสียงรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ 500 ไปถึง 1 หมื่นบาท

สถิติการจัดการเรื่องซื้อเสียงลดน้อยถอยลงทุกวัน ทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติ และการซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงขบวนการฮั้ว สว. ที่มีการใช้ทั้งอิทธิพล อำนาจการเมือง กระบวนการจัดตั้งทางการเมือง และเงิน เข้ามาจัดการ ซึ่ง กกต.ไม่สามารถจัดการได้เลย จนกลายเป็นคดีที่สังคมติดตามมาตลอด 2 ปี และจบลงด้วยความรู้สึกช็อตฟีลของคนทั้งประเทศ

นายสาทิตย์ กล่าวว่า การไม่สามารถจัดการเรื่องทุจริตการซื้อเสียง ทำให้ความน่าเชื่อถือของ กกต.จบลง คดีฮั้วสว.ที่วินิจฉัยไป เป็นการชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางการทุจริตใหญ่โต ใน กกต.เสียงข้างมาก มี 4 คนที่มาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการตัดตอน ไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ของขบวนการ จัดการได้เฉพาะกรณีที่ชัดเจน

ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อย พอออกมาให้สัมภาษณ์ ก็ได้รับคำชื่นชมจากคนทั้งประเทศ เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คดีฮั้ว สว.จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายของศรัทธาที่มีต่อ กกต. แม้จะส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแล้ว ประชาชนก็ไม่ได้คาดหวังอีกต่อไป

นายสาทิตย์ กล่าวว่า แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะส่งสำนวนคดีฮั้ว สว.ไปให้ กกต. แต่ กกต.ก็ปฏิเสธไม่รับสำนวน ทั้งที่ทำคดีเรื่องฟอกเงินและอั้งยี่ สอดรับกับขบวนการฮั้ว สว. และยังมีการจับตาว่า เวลานี้ในดีเอสไอกำลังมีกระบวนการแทรกแซงทางการเมือง ไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ทำสำนวนหลายคน

นายสาทิตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ให้กับศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนบางส่วน เหลือเฉพาะแค่ 77 คน ย้ำว่าต้องส่งทั้งหมด เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ดังนั้น สังคมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ กกต. แต่ฝากไว้ที่ศาลฎีกา

กกต.จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ถึงขนาดว่าหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องทำลายโครงสร้าง กกต.แบบเดิม เปลี่ยนแปลงการสรรหาและอำนาจ แต่หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง กกต. จะทำให้กระบวนการเข้าสู่อำนาจในประเทศนี้บิดเบี้ยว ทำลายหลักการระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องตรวจสอบถ่วงดุล

นายสาทิตย์ กล่าวว่า ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนและตัดสินของศาลฎีกา ตนขอเตือนคนของ กกต.ว่าท่านยังมีโอกาส ใครก็ตามที่รับรู้เรื่องราวของอำนาจภายนอกที่พยายามแทรกแซง ครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจของ กกต. ขอให้ออกมาพูดและเปิดเผยความจริง เพื่อให้เห็นว่าอย่างน้อยยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ที่จะรักษาเกราะกำบังของ กกต.เอาไว้ได้

นายสาทิตย์ กล่าวว่า รายงานของ กกต.ที่นำเสนอมา ดูไม่น่าเชื่อถือ ในรายงานฉบับปี 2568 ระบุว่า กกต.ผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส อยู่ในระดับ 93.47% ซึ่งประเมินโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตนขอถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ทั้งที่มีการตัดตอนคดีฮั้ว สว.

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน