พนิดา-ภคมน ซัด กกต.ปมคดีฮั้วสว. ชี้มีทางเลือกส่งสำนวนทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด แต่กลับเลือกส่งเพียง 77 ราย เตือนผิดม.157 ข้องใจใช้มาตรฐานอะไร พยานกลับคำให้การด้วยกระดาษแผ่นเดียว แต่ล้างทุกหลักฐาน จี้เปิดเอกสารชี้แจงมติเสียงข้างมาก เหตุไม่ฟันคนภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และพ.ศ.2568 หลังจากนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. รายงานเสร็จสิ้นได้เปิดให้สส.อภิปราย

เวลา 14.24 น. น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนรู้สึกผิดหวังกับมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ยกคำร้องข้อกล่าวหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า วันนี้ตนขออภิปรายถึงระบบการไต่สวนและสืบสวนของ กกต.ที่ค้านสายตาของประชาชน ตนไม่ได้บอกว่าใครผิด เพราะผู้ที่มีหน้าที่วินิจฉัยความผิดไม่ใช่ตนหรือ กกต. แต่เป็นศาลฎีกา แต่ตนตั้งคำถามว่าเหตุใดพยานหลักฐานต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน เราเห็นภาพของขบวนการ แต่กลับไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการจัดตั้งขบวนการนี้เลย

น.ส.พนิดา กล่าวว่า การที่ผู้สมัครจำนวนหนึ่งของทุกกลุ่มใน 20 กลุ่ม ลงคะแนนเป็นชุดลำดับตรงกันเป๊ะ ไม่ผิดเพี้ยนทุกตัวเลข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร การมีโพยหมายเลขผู้สมัครในทุกรอบการเลือก ไม่ใช่การจดบันทึกการลืม แต่แสดงถึงการขาดดุลพินิจตัวอิสระของผู้เลือก หรือสะท้อนว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ทำให้คนจำนวนมาก อยู่คนละพื้นที่ สามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้

ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะชัดแบบตาแตก ว่ามีการแลกคะแนนแบบเป็นระบบ และหากจะมีคนจำนวนให้มากพอเพื่อดำเนินการระดับประเทศ ก็ต้องผ่านในระดับจังหวัด ซึ่งต้องมีฐานเครือข่ายผู้สมัครจำนวนมากในระดับพื้นที่ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับจังหวัดเล็ก ที่มีอำเภอไม่มาก ส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ที่มี สส.พรรคภูมิใจไทย ดังนั้น เราต้องย้อนกลับไปดูทั้งห่วงโซ่ของระบบการเลือก สว.

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด คือเมื่อ กกต.เสียงข้างมาก พิจารณาข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล นอกรัฐบาล และ สส.พรรคภูมิใจไทย กลับปรากฏว่า ความน่าเชื่อถือของพยานคนหนึ่ง กลายเป็นประเด็นสำคัญ

บุคคลนั้นคือนายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย โดยประธาน กกต. อ้างว่าคำให้การของพยานดังกล่าวมีปัญหาความน่าเชื่อถือ และมีการกลับคำในภายหลัง ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อยเห็นต่าง และเห็นว่าหลักฐานในภาพรวมยังมีน้ำหนัก

น.ส.พนิดา ได้อธิบายไทม์ไลน์การพิจารณาคดีฮั้ว สว.ของ กกต. ในส่วนพยานรหัสที่ 26 ซึ่งก็คือนายเอกราช พร้อมยกความเห็นในสำนวนการสืบสวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ต่อพยานรหัสที่ 26 ที่กลับคำให้การ

การที่พยานกลับคำ ไม่ได้แปลว่าการไต่สวนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.ได้รับรู้การกลับคำให้การแล้ว และไม่ได้หลับหูหลับตาเชื่อ แต่พิจารณาเพิ่มเติม เปรียบเทียบคำให้การ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาพยานหลักฐานประกอบ

“การที่ประธาน กกต. เลือกใช้การกลับคำให้การของนายเอกราช ตัดสาระสำคัญที่อยู่ในสำนวนทั้งหมด ทั้งข้อมูลเส้นเงิน ข้อมูลการโทร การนัดหมายจัดทำโพย การขอโควต้า พยานแวดล้อมอื่นๆ ที่นายเอกราชไปรับรู้ ไปเข้าร่วมกระบวนการ และเป็นผู้กระทำการด้วยตัวเอง กระดาษใบเดียวตัดเหี้ยนทั้งหมด” น.ส.พนิดา กล่าว

น.ส.พนิดา ตั้งคำถามว่า กกต.กำลังใช้มาตรฐานอะไรในการทำหน้าที่ กกต.เป็นองค์กรที่มีหน้าที่สืบสวนและไต่สวน มีหน้าที่คือรวบรวมและประเมินพยานหลักฐาน ไม่ใช่ทำตัวเป็นศาลอาญาชั้นสุดท้าย ที่ถามว่าพิสูจน์ความผิดของบุคคลนี้จนสิ้นข้อสงสัยแล้วหรือยัง เพราะการส่งเรื่องเข้ากระบวนการพิจารณาของศาล กับการพิพากษาว่าบุคคลนั้นมีความผิด เป็นคนละขั้นตอนกัน นี่จึงเป็นสิ่งที่ตนกังวล ว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

น.ส.พนิดา กล่าวต่อว่า หาก กกต.เสียงข้างมาก เอาความไม่แน่นอนของพยานหนึ่งปาก มาตัดความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานทั้งระบบ อาจทำให้มาตรฐานของระบบไต่สวนถูกลดทอน หากทุกคนไม่ยืนยันว่าเห็นช้างอยู่ในห้อง ท่านก็ไม่เชื่อว่ามีช้าง ถ้าจับมือใครไม่ได้ สาวไปไม่ถึง ก็ไม่เชื่อว่าเป็นขบวนการ ทั้งที่คดีนี้มีการจัดตั้งเป็นเครือข่าย คนที่อยู่บนสุดของโครงสร้าง ย่อมไม่ได้เป็นคนถือเงินหรือเดินโพย ที่สั่งการทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง

น.ส.พนิดา กล่าวว่า สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเชื่อมั่นต่อผู้วินิจฉัย โดยเฉพาะมติการยกข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เกี่ยวบุคคลสำคัญบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย กกต.เสียงข้างมาก 4 ใน 5 คน ได้รับความเห็นชอบแต่งตั้งจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

ในเรื่องละเอียดอ่อนขนาดนี้ ความเป็นอิสระต้องอธิบายให้สังคมเชื่อมั่นได้ด้วย ดังนั้น สิ่งที่ กกต.ควรทำที่สุด ไม่ใช่ขอให้ประชาชนเชื่อว่า ทุกคนต่างคนต่างทำ ทุกจังหวัดต่างคนต่างคิด ทุกโพยเกิดขึ้นโดยอิสระ และทั้งหมดบังเอิญมาบรรจบกันเป็นผลการเลือก สว.แบบที่เราเห็น

น.ส.พนิดา กล่าวว่า ขอให้ กกต.อธิบายด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่ตัดพยานหลักฐานออกทีละชิ้น นี่คือเครื่องยืนยันความสุจริตของการได้มาซึ่งสว. ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งทั้งระบบ ทั้งนี้ ขอให้เปิดเหตุผลว่าเสียงข้างมาก 5 เสียงคิดอย่างไร หลักฐานต่างๆ ถูกหักล้างเพราะอะไร ช้างทั้งตัวที่เราเห็นอยู่ในห้องตอนนี้ กกต.มองไม่เห็นได้อย่างไร

จากนั้นเวลา 14.50 น. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตนอยากรู้ความรู้สึกของเลขาธิการกกต.)และเจ้าหน้าที่ที่นั่งอยู่ขณะนี้ว่ารู้สึกกันอย่างไรบ้าง เมื่อคืนนอนหลับกันหรือไม่ เชื่อว่าอวันนี้ท่านต้องเตรียมใจมาแล้วบ้างว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

แม้คนที่นั่งอยู่ในวันนี้จะไม่ใช่คนที่ลงดาบโดยตรงในการตัดสินใจไม่ฟ้องผู้ที่มีพฤติกรรม พฤติการณ์ที่น่าสงสัยที่อาจเชื่อได้ว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงสว. ทั้ง 229 คน ตามการพิจารณาของอนุชุดที่ 26 แต่ท่านหนีไม่พ้นเพราะเป็นองค์กรของท่าน

สำหรับรายงานการปฏิบัติงานกกต. ที่ได้รับมาในปี 2567 และปี 2568 รวมกัน 2 เล่มหนาพอใช้ได้ แต่ตนคิดว่าบาง บางกว่าผิวหนังของพวกท่านเยอะ

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ผลงานปี 2567 ที่โดดเด่น คือการเลือกสว. และเมื่อวันที่ 15 ก.ย. รัฐมนตรี ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับหลักฐานในอนุชุดที่ 26 ก็ออกมาชูคอ บอกว่าตัวเองไม่เกี่ยว แถมยังบอกว่าไม่ได้ฉลาดพอที่จะคิดระบบนั้น ซึ่งตนคิดว่าหลังๆ มานี้พวกท่านเล่นหลายบท รับหลายหน้าไม่รู้ว่าอันไหนจริงหรือไม่จริง และอยู่ดีๆก็แกล้งโง่เสียอย่างนั้น

“ดิฉันเชื่อว่าท่านรู้ดีว่าประชาชนเขาไม่ได้ชมว่าท่านฉลาด แต่กลายเป็นอย่างอื่นที่คิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้น และจากมติของกกต. คำถามของดิฉันคือกกต. มีอำนาจและมีทางเลือกที่จะส่งสำนวน ทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด แต่ทำไมเลือกที่จะส่งแค่ 77 ราย” น.ส.ภคมน กล่าว

น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า กกต.มีทางเลือกที่ง่ายและสง่างามกว่านี้ แต่กลับเลือกท่ายาก ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เพื่อบันทึกการทำงานของท่านว่าไม่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่ทำงานเพื่อตอบแทนคนที่แต่งตั้งท่านมาก็เท่านั้น

“ท่านมีธงอยู่แล้ว เพื่อยืดหาทางลงให้กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่เกี่ยวข้องตามหลักฐานอนุชุดที่ 26 รอดพ้นก็เท่านั้น ท่านทราบหรือไม่ว่ากำลังเป็นตรายางประทับให้ระบอบสีน้ำเงินและประกาศว่าเลือกใครและอยู่ฝั่งไหน

การกระทำเช่นนี้ ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ เพราะประชาชนรู้ดีว่ากกต. ชุดนี้ปัจจุบันบางส่วนโดยเฉพาะประธานกกต. ผ่านกระบวนการคัดเลือกจากวุฒิสภาชุดนี้ ชุดที่กำลังพิจารณาและเมื่อคนที่ถูกคัดเลือกมาต้องไปพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่คัดเลือกมา แล้วจะศักดิ์สิทธิ์ตรงไหน” น.ส.ภคมน กล่าว

ระหว่างนี้มีสส.พรรคภูมิใจไทย ได้ลุกขึ้นประท้วง ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ทำให้นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ที่เป็นประธานการประชุม ได้วินิจฉัยว่า ขอให้น.ส.ภคมน ช่วยอย่าพูดถึงชื่อพรรคการเมือง

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ตนขอใช้สิทธิ์พาดพิงเพราะตนเอาใจไม่ถูก ไม่เอ่ยชื่อคนนอกก็แล้ว ไม่เอ่ยชื่อพรรคก็แล้ว ยังประท้วงอีก การกระทำที่ประชาชนกังขาอยู่ในขณะนี้ จะให้คุยกันด้วยภาษาดอกไม้เกินไป เป็นไปไม่ได้ ใจอย่าบางเกินไป รับฟังกันให้ได้

ตนไม่ได้เรียกร้องให้กกต. นึกถึงหลักการหรืออนาคตของประเทศนี้ เพราะพฤติกรรมของท่านชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่อส่วนรวม แต่อย่างน้อยนึกถึงอนาคตของพวกท่านเอง เพราะการกระทำเช่นนี้ กกต. อาจถูกฟ้องผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ และในอดีตกกต. ก็เคยติดคุกมาแล้ว

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าปัญหาความรุนแรงในประเทศฝังตัวอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากที่มาของ องค์กรอิสระเชื่อมกับผู้มีบุญคุณทำหน้าที่ตรวจสอบคนที่คัดเลือกมาแล้วจะศักดิ์สิทธิ์อะไร ปัญหาสังคมบริบทบ้านเมืองมีปัญหาหนักมากพออยู่แล้ว แต่กกต. ยังเดินหน้าเย้ยหยันสังคม ดูถูกความรู้สึกของประชาชน

“เราพูดกันในฐานะคนที่เข้าใจสัจธรรมของโลกนี้ สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ อายุก็ไม่น้อยแล้ว ท่านอาจจะพบเจอกับอุปสรรคทางสุขภาพ หากเจ็บป่วยไข้อะไร ขอให้อดทน กัดฟันไว้ แม้จะทรมานสักนิดหนึ่ง อยู่รอให้เห็นการล่มสลายของระบอบที่ท่านสร้างมา” น.ส.ภคมน กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน