อนุทิน เมินเสียงวิจารณ์ กกต.วินิจฉัยคดีฮั้วสว. ย้ำไม่เกี่ยวกับรัฐบาล คำตัดสินออกมาอย่างไรต้องยอมรับ บอก ‘คนครหา-คนไม่ติดใจ’เห็นหน้ากันอยู่ เชื่อจุดเริ่มเป็นเรื่องการเมืองตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว
เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 18 ก.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีฮั้วสว. หากยังไม่หยุดโจมตี จะมีมาตรการมากกว่าการฟ้องร้องดำเนินคดีที่เพิ่งดำเนินการไปหรือไม่ว่า ตนยังยืนยันเหมือนเดิมว่ารัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ
การตัดสินใจหรือการส่งดำเนินคดีใดๆ ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นใดๆได้
ส่วนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เสียงข้างมากถูกวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่กกต.เสียงข้างน้อยออกมาเปิดเผยข้อมูล มองอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ตนรับผิดชอบอยู่ ตนคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมัน หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไรเป็นหลัก
นายกฯ ย้ำว่า การวินิจฉัยคดีความต่างๆ ขององค์กรอิสระ ตนเคยเห็นทั้งคะแนนที่เป็นเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนก้ำกึ่ง และบางครั้งประธานต้องลงถึง 2 ครั้ง ตนเห็นมาหมดทุกรูปแบบ ที่สำคัญคือ ทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
นายอนุทิน ย้อนถามว่า เขามีเขียนหรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มี ก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ กกต. แต่รวมถึงทุกหน่วยงาน ในครม.ก็เช่นกัน ในหัวข้อวาระพิจารณาเรื่องต่างๆ ถ้าถึงจุดที่เห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องจบด้วยการลงมติ เมื่อมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
อย่างตนเคยเป็นมติเสียงข้างน้อยครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้บันทึกความเห็นของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยว่าเห็นเช่นนี้ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นเป็นอย่างนั้น ชอบหรือไม่ชอบ เราก็ต้องทำตาม
เมื่อถามถึงกรณีพยานกลับคำให้การ ทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ พรรคจะดำเนินการเอาผิดคนให้ข้อมูลแล้วมากลับคำให้การในตอนหลังหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า อย่างที่บอกว่ามันไม่ได้เป็นผลลบกับพรรคภูมิใจไทย แต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้วสว.
ตนยังยืนยันเหมือนเดิม ให้ยึดถือประกาศคำสั่งข้อห้ามของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ออกเป็นข้อปฏิบัติ ให้ผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว. ซึ่งตนไม่มีอะไรข้องใจ เพราะได้ทำหน้าที่ไปแล้ว ส่วนคนที่ไม่ปฏิบัติตาม ก็ต้องไปรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้ทำ ในเมื่อมีข้อห้ามแล้วยังทำ ก็ต้องไปแก้ต่างในส่วนตัวของเขา เพราะถือว่าไม่ได้ทำในนามพรรค
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้ถูกลากไปเกี่ยวข้อง นายกฯ กล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ ส่วนคนที่ไม่ติดใจ ตนก็เห็นหน้าอยู่
เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่ามองเรื่องนี้การเมืองล้วนใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มตั้งแต่ก่อนมาถึงตรงนี้นานมาแล้ว 2 ปี มันเป็นการเมือง ผมพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน”