สส.ปชน. โวยรัฐบาล ปัดตกร่าง พ.ร.บ.สถานบริการ ชี้กฎหมายล้าหลัง แฉ กรมการปกครอง เก็บส่วยแหล่งท่องเที่ยว ส่งผู้ว่าฯ ผู้เก็ต ลั่น ถ้ามีกฎหมายฉบับนี้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่สูญเสียขนาดนี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา พรรคประชาชน นำโดย นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. แถลงข่าวกรณีรัฐบาลปัดตกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานบริการว่า พ.ร.บ.สถานบริการใช้มานาน 60 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศไทยอนุโลมให้มีคล้ายสถานบริการในกรุงเทพฯ และบางพื้นที่ที่เปิดได้เลยเวลา 24.00 น. ซึ่งถือว่ากฎหมายที่ใช้นั้นเก่ามาก รวมทั้งการขายแอลกอฮอล์และการท่องเที่ยวถูกบริหารโดยหลายหน่วยงาน

ดังนั้น ตนเห็นว่ามีความจำเป็นต้องแก้ร่างพ.ร.บ.สถานบริการ เพื่อปรับคำนิยามให้เข้ากับธุรกิจในปัจจุบัน โดยกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นที่เป็นคนรู้ปัญหาในพื้นที่จริง และร่างดังกล่าวถูกวินิจฉัยว่าเป็นร่างพ.ร.บ.การเงิน จึงต้องส่งให้นายกฯ รับรองก่อนเข้าสู่การพิจารณา แต่นายกฯ กลับไม่รับรองร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจที่จะปัดตก แต่เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวและธุรกิจกลางคืน ตนจึงต้องถามว่ารัฐบาลมีร่างของตัวเองหรือไม่

ดังนั้น จึงอยากให้ไปดูที่ต่างประเทศ ทั้งลอนดอนหรือฝรั่งเศสที่มีธุรกิจกลางคืน แต่เขาบริหารกันเป็นระบบ ทั้งใบอนุญาต การเดินทาง ความปลอดภัย เสียงในชุมชนและคุณภาพชีวิตของคนที่ทำงานกลางคืนพร้อมกัน โดยร่วมมือกันระหวางท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตนขอถามตรงๆ ว่า ถ้าเราอยากเป็นเมืองมหานครการท่องเที่ยว อยากสร้างเศรษฐกิจกลางคืน แล้วใครจะเป็นเจ้าภาพ ถ้ามีคนเลิกงานตี 2 ตี 3 แล้วทะเลาะกันจะทำอย่างไร จะประกาศหรือว่าเที่ยวกลางคืนไม่ต้องขายเหล้าให้นักท่องเที่ยว กลับบ้านให้หมดอย่างนั้นหรือ จะปฏิเสธความจริงแบบปากว่าตาขยิบ มือถือสากปากถือศีลอย่างนั้นหรือท่านนายกฯ​

และต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องทุกอย่าง หรือจะให้เทศกิจท่องเที่ยว คมนาคม ยังถูกครหาว่าปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ เพราะในเขตกรุงเทพ เช่น สุขุมวิท บาร์เบียร์เดือนหนึ่งรายได้ 3 ล้านบาท แต่ต้องเสีย 10% คือ 300,000 บาท

“ดังนั้น ผมอยากชวนนายกฯ ลองมาเป็นคนทำงานกลางคืน มาเป่าแซ็กซักร้านนึง ลองมาเป่าหลังเที่ยงคืนดูว่าจะเป็นอย่างไร หรือจะไปเป่าแซ็กที่ภูเก็ต แล้วลองดูว่าจะสามารถเรียกลูกค้าหลังเที่ยงคืนได้หรือไม่ จะได้มาเห็นภาพความเป็นจริง เขาคงไม่กล้าจับนายกฯ หลังเที่ยงคืน ทั้งที่แสดงดนตรีสดไม่ได้ แต่ก็อยากชวนนายกฯ มาแสดง” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า อยากให้ดูกฎหมายสักนิด ไม่ใช่เห็นว่าเป็นของพรรคประชาชนและโยนทิ้ง ทั้งที่เราแก้เพื่อความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ได้เป็นเรื่องการเมืองอะไรเลย ควรจะหยิบขึ้นมาอ่านสักนิด

ด้าน นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวว่า จ.ภูเก็ต เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก มีสถานบริการที่คอยบริการให้กับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการสถานบันเทิงฝากความหวังไว้กับร่างพ.ร.บ.สถานบันเทิง เนื่องจากกฎหมายเก่าล้าหลังอย่างมาก ไม่ทันสถานการณ์ วันนี้ผู้ประกอบการจึงต้องจำทน จำใจ กัดฟัน เพื่อต่อสู้กับอำนาจของรัฐด้วยการถูกเรียกรับผลประโยชน์ ถูกรีด ถูกเข็น เรียกว่าทำนาบนหลังคน

นายกฯ ไม่เห็นหัวอกของผู้ประกอบการสถานบริการที่รอคอยความหวัง แต่กลับปัดตกร่างพ.ร.บ.สถานบริการ หรือนายกฯ เห็นแต่ผลประโยชน์ของพวกพ้อง เพราะกระทรวงมหาดไทยทุกวันนี้มีข่าวเรียกรับส่วยจากสถานบริการ

“หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ได้โซนนิ่งสถานบริการปิดได้ 04.00 น. ซึ่งเป็นกฎกระทรวง แต่ผู้ประกอบการยังถูกเรียกรับผลประโยชน์จากมหาดไทยอยู่ หรือที่เรียกว่าดุลยภาพแห่งการสมยอมระหว่างผู้ประกอบการกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจกลางคืนขับเคลื่อน มีรายได้หมุนเวียนในพื้นที่

แต่ในเมืองภูเก็ตที่มีสถานบริการ ทุกวันนี้หน่วยงานกรมการปกครอง มีการตั้งหน่วยไปเก็บส่วย เพื่อส่งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แล้วผู้ว่าฯ มาจากกระทรวงมหาดไทยจะส่งเงินเหล่านี้ให้กับใคร หากร้านไหนไม่เก็บส่วยก็จะไปตรวจค้นร้าน เรื่องอายุ ยาเสพติด และพ.ร.บ.สถานบันเทิง ซึ่งร้านเหล่านี้ต้องการทำให้ถูกกฎหมาย จึงจำใจใช้คำว่าดุลยภาพแห่งการสมยอมด้วยการจ่ายส่วย” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นขอวอนให้นายกฯ เห็นใจผู้ประกอบการสถานบันเทิงด้วย หรือท่านเห็นแก่พวกพ้องให้กรมการปกครองหารายได้

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ มาใหม่ก็ได้เรียกนายอำเภอแต่ละอำเภอ เพื่อพูดคุยในการจัดตั้งหน่วยงานและเส้นทางที่จะเก็บเงินส่งให้กับผู้ว่าฯ เรื่องนี้ตนขอฝากนายกฯ จัดการด้วย เพราะจะมีการเก็บส่วยตามขนาดสถานบริการ ถ้าเป็นบาร์ อาจจะมี 3,000-5,000 บาท ผับ 10,000-50,000 บาท ดิสโกเทค หรือสถานบันเทิงขนาดใหญ่อาจจะเก็บหลักแสนบาท นี่คือยอดที่เขาตั้งเป้าแต่ละครั้ง

หากมีผู้ว่าราชการย้ายมาใหม่ก็จะมีการเรียกตรวจสอบยอดเหล่านี้ และอาจจะมีการเรียกเก็บ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องการเรียกรับหนึ่งกิโลจากกรมการปกครอง เรื่องช่วยน้ำเงินด้วย อาจจะเป็นการตอบแทนในการให้มาดำรงตำแหน่ง จ.ภูเก็ต หรือไม่ และต้องหาช่องว่างทางกฎหมายที่เป็นช่องโหว่ ทำให้ข้าราชการกรมการปกครองเอาช่องว่างเหล่านี้ไปไปเรียกหาผลประโยชน์ เพื่อสร้างเม็ดเงิน เพื่อตอบแทนให้กับผู้มีพระคุณที่สั่งย้ายหรือโยกย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ จ.ภูเก็ต หรือไม่

ขณะที่ นายปารเมศ วิทยารักษ์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้กรุงเทพฯ เศรษฐกิจชั้นในมีสถานบันเทิงค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดึงเม็ดการท่องเที่ยวจากชาวไทยและชาวต่างชาติ และข่าวโรงเบียร์ที่เกิดขึ้นก็สะท้อนถึงความปลอดภัยในมาตรการกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์

ซึ่งทุกวันนี้จะเห็นสถานการณ์ที่สถานบันเทิงจดไม่ถูกประเภท ระยะเวลาการเปิดปิดก็ไม่สะท้อนความเป็นจริง และมาตรฐานต่ำกว่าสถานบริการที่ถูกกฎหมาย ทำให้การควบคุมอยู่นอกระบบหรืออยู่ใต้ดิน

สิ่งที่เราต้องการผลักดัน คือ นำร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบเข้ามาในระบบ เพื่อให้ภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชนได้ตรวจสอบพร้อมกัน แต่การปัดตกร่างพ.ร.บ. ทำให้แก้สถานบันเทิงเหล่านี้จะกลับไปอยู่ใต้ดิน และจำใจต้องจ่ายส่วยหากต้องการเปิดไปหลังเที่ยงคืน

ซึ่งความจริงไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถนนข้าวสาร ทรงวาด หรือเยาวราช มีร้านใหม่ๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ร้านเหล่านี้หากอยากเปิดเกินหลังเที่ยงคืน จำใจต้องจ่ายส่วย หากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้จริง พวกเราเชื่อว่าวันเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จะไม่มีผู้สูญเสียมากถึงขนาดนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน