ข้อเสนอใหม่ ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์ ได้สูงสุดมากกว่า 12 เดือน เป้าหมายหลักอายุ 50 ปีขึ้นไป เตรียมเงินปี 70 ปีแรกประมาณ 7 พันล้าน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดข้าราชการพลเรือนสามัญ (Early Retirement) ว่า “จะเริ่มดำเนินการในปีงบฯ 70 เบื้องต้นตอนนี้ได้หลักเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว แต่ติดเรื่องความชัดเจนค่าตอบแทนที่จะจ่ายครั้งแรกตอนออกว่าจะให้กี่เท่า เพราะพื้นฐานคือ 8-12 เท่า”
นายปกรณ์ เผยว่า กรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) มองว่าหากให้ 12 เท่า อาจจะไม่จูงใจผู้เข้าร่วมโครงการในการออกไปประกอบอาชีพใหม่ เพราะเงินตรงนี้จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา ฉะนั้นจึงสั่งให้กรมบัญชีกลางไปทบทวนใหม่
ส่วนหลักเกณฑ์จะกำหนดที่กี่เท่านั้น ต้องรอการประเมินอีกครั้งก่อน แต่ยืนยันว่ากรณีข้อเสนอค่าตอบแทนถึง 50 เท่านั้น คงเป็นเลยไม่ได้
นายปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากตัวเลขเดิมที่ประเมินเบื้องต้นให้ 12 เท่านั้น มองว่าอาจจะไม่จูงใจผู้ที่จะมาเข้าร่วมโครงการ ฉะนั้นจึงให้พิจารณาใหม่ว่าควรจะให้มากกว่านี้ได้หรือไม่ มาตรการดังกล่าวเมื่อได้ข้อสรุป จะให้หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้พิจารณา ว่าจะให้ใครออกก่อนหรือหลัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบการทำงาน
นายปกรณ์ กล่าวว่า ส่วนจำนวนข้าราชการที่จะเออร์ลี่รีไทร์เฟสแรก คาดว่ามีจำนวนเท่าไหร่นั้น เฟสแรกปีงบฯ 70 ตั้งเป้าคาดว่าจะลดลง 5% ของจำนวนข้าราชการทั้งหมด และประเมินไว้ 5 ปีจากนี้ จะลดลงปีละ 5% แบบค่อยๆ ไล่ลดลงไป แต่จะไม่เห็นผลโดยทันที คาดว่ากว่าจะเห็นผลชัดอาจถึง 10 ปี เพราะต้องคำนวณในทุกมิติ รวมถึงงบประมาณ เหมือนอย่างในต่างประเทศก็ไม่ได้เสร็จภายในไม่กี่ปี
ส่วนงบประมาณที่เตรียมไว้ดำเนินการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการปีแรก คาดว่ามีประมาณ 7 พันล้านบาท (ประเมินจากการให้ 12 เท่า)
ขณะที่ช่วงอายุผู้เข้าร่วมโครงการ เป้าหมายหลักคือ 50 ปีขึ้นไป แต่หากอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีวัตถุประสงค์จำเป็น เช่น ออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือเจ็บป่วย ก็สามารถแจ้งได้
ส่วนการนำระบบประกันมาใช้ในระบบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ถูกเสมอขึ้นมา ซึ่งมีเสียงเรียกร้องอยากให้นำมาเสริมหรือมาทดแทนเลยก็ได้ แต่ยืนยันว่ามีหลายแนวคิด เช่นนั้นต้องดูให้รอบคอบและเหมาะสม โดยจะประเมินจากงบประมาณและภาระที่ข้าราชการจะต้องรับผิดชอบนำมาพิจารณาประกอบกัน