กกต. พร้อมรับคำแนะนำ ศาลรัฐธรรมนูญ ปมบัตรเลือกตั้ง สร้างความมั่นใจประชาชน “แสวง” โต้ฟ้องปิดปาก แจง ปกป้องกระบวนการเลือกตั้งตามหน้าที่
เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2569 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่า วันนี้เป็นเรื่องต่างคนต่างทำหน้าที่ ผู้ร้องก็อยากจะดูแลประชาชน เรื่องการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ
ในส่วนของสำนักงาน กกต. ถ้าได้ฟังสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยก็จะมีคำอธิบายว่า ทำไมเราถึงทำอย่างนั้น แต่คำวินิจฉัยก็ออกมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1.ตรงและลับ 2.สุจริตและเที่ยงธรรม
ในนามของสำนักงาน กกต. คงจะต้องนำมาปฏิบัติ จริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เราไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้น เราก็มีความมั่นใจว่าเราสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจหรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต.ก็จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยน เพื่อความสร้างความมั่นใจกับประชาชนหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า คำวินิจฉัย เรามีทั้ง 2 หลักการดังกล่าวอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. เราพยายามจะทำให้การเลือกตั้งออกมาดีทั้ง 2 หลักการ เพียงแต่เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้น มีข้อทักท้วงจากประชาชนหรือผู้ร้องทั้ง 20 กว่าราย
“จริงๆ เป็นเรื่องดี ทางสำนักงาน กกต. ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาในการทำงานที่ผู้ร้องจะมาร้อง นั่นคือการช่วยดูแลการเมืองและสิทธิของประชาชนร่วมกัน เราต้องสร้างความเชื่อมั่นจากการออกแบบเป็นบัตรเลือกตั้งให้สามารถทำได้ทั้ง 2 หลักการ จริงๆ ทำได้ไม่ยาก แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เมื่อมีความสบายใจก็ต้องมีการแก้ไข” นายแสวง กล่าว
เมื่อถามว่า ลับโดยมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยสมบูรณ์ กกต. มองว่าอย่างไรบ้าง นายแสวง กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวไว้แล้ว ที่ปฏิบัติมาเวลาที่เราทำงาน เราอยากให้โดยลับโดยบริบูรณ์ แต่เวลาทำงานมีหลักเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมเข้ามาด้วย ศาลได้วางหลักว่า หลักที่ลับแบบมีเงื่อนไขต้องสมดุลกัน คือ ไม่กระทบสาระสำคัญของหลักตรงและลับ ซึ่งอยู่ที่มาตรการ
จริงๆ ก่อนที่จะมีบาร์โค้ด เวลามีคนกระทำผิด เราสามารถสืบได้จากการที่เราไปเอาบัตรมาและดูลายนิ้วมือจากบัตรนั้น สมัยที่เราใช้ลายนิ้วมือก็ถือว่าไม่ลับอยู่แล้ว จริงๆ อย่าเอาเรื่องการกระทำความผิดมาปนกับเรื่องตรงและลับ คนกระทำผิดต้องได้รับโทษ แต่เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามา สามารถป้องกันได้
ส่วนที่สำนักงาน กกต. ฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด จะมีการเอาผิดหรือไม่
นายแสวง กล่าวว่า เป็นคนละประเด็น กรณีที่สำนักงานไปฟ้อง ไม่ได้ฟ้องเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เป็นการฟ้องสำหรับปกป้องกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำเราก็เหมือนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คนละอย่างกับการใช้สิทธิเสรีภาพ
“คนอาจจะพูดว่าเราฟ้องปิดปาก แต่จริงๆ คนละประเด็น สิทธิเสรีภาพประชาชนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะการพูดหรือการกระทำที่ไม่กระทบกับสาระสำคัญของกระบวนการการเลือกตั้ง ลักษณะที่เราไปฟ้องมีกรณีเดียว คือ กระทบสาระสำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง คนละอย่างกับการใช้เสรีภาพในการวิเคราะห์วิจารณ์ กกต. ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่เคยฟ้อง” นายแสวง กล่าว
เมื่อถามว่าบัตรสีชมพู แท่งบาร์โค้ดสามารถยืนยันได้ตรงกันจริง 3 ส่วน ประชาชนจะมั่นใจผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้อย่างไร นายแสวง กล่าวว่า ศาลระบุว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่มาตรการที่เราป้องกันอยู่ทุกวันนี้สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ณ วันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ผ่านมาแล้ว มีอย่างเดียวที่ศาลท่านให้คำแนะนำ คือ เก็บรักษาให้ถูกต้องให้ดีที่สุด อย่าให้กระทบสิทธิประชาชน ในเรื่องหลักการตรงและลับ แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เราจะเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาทำเกี่ยวกับบัตร เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อาจจะเป็นรูปแบบอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นใจ
เมื่อถามว่าส่วนที่พรรคประชาชนฟ้อง ม.157 นายแสวง กล่าวว่า จริงๆ เป็นเรื่องของการใช้สิทธิ์ เราอยู่ในที่สว่าง พร้อมจะรับการตรวจสอบ ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร ทุกคนสามารถตรวจสอบเราได้อยู่แล้ว ถ้าจะรู้สึกไม่ดีบ้าง ที่ผ่านมาก็คือทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจเท่านั้นเอง