‘เท้ง’ นำทีม ครม.เงา บี้รัฐบาลพูดความจริง ปมน้ำท่วม ให้ประชาชนเตรียมตัว เหตุยังมีความเสี่ยงอีกเยอะ แนะวางแผนรับเหตุการณ์แล้วร้ายที่สุด ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนกลาง-พื้นที่ แบ่ง 4 โซนบริหารจัดการ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้จะมีการพูดถึงปัญหาการบริหารจัดการภัยพิบัติ

หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำตัวเองและครม.มาอยู่ที่นี่ เพื่อตอบคำถามปัญหาต่างๆ ของสมาชิกโดยตรงก็จะเป็นประโยชน์มากที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวจากการลงพื้นที่พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ยังขาดศูนย์บัญชาการหน้างานที่มีความเหมาะสมกับปัญหาในแต่ละจุด ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาแตกต่างกัน ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีการตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เช่น จ.ปราจีนบุรี มีปัญหาเรื่องขยะอุตสาหกรรม

ดังนั้น จะเหมาะสมกว่าหรือไม่หากมีการตั้งศูนย์บัญชาการที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษเข้ามาร่วมจัดการด้วย หรือแม้แต่ชุมชนเคหะต่างๆ ที่มีกลุ่มเปราะบางอยู่หนาแน่น อาจจำเป็นจะต้องตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เช่น เคหะคลองจั่น เคหะร่มเกล้า จริงๆ ต้องขอบคุณทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ภาคประชาสังคม พรรคการเมืองต่างๆ ที่ลงไปช่วยเหลือ เพราะยังขาดศูนย์บัญชาการหน้างาน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น รัฐบาลควรคาดการณ์กรณีที่เลวร้ายที่สุดไว้ก่อน เพื่อจะได้รับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ตนคิดว่าต้องแบ่งโครงสร้างจัดการปัญหาทั้งแบบรวมศูนย์บัญชาการ การรวมศูนย์การตัดสินใจ และแบบกระจายศูนย์ระดับพื้นที่

โดยแบ่งการจัดการพื้นที่ 1.พื้นที่แห้งแล้วแต่ยังประมาทไม่ได้ รัฐบาลต้องเร่งจัดการสุขอนามัย ฟื้นฟูเยียวยา ตนเห็นว่าที่เทศบาลนครปากเกร็ดทำเป็นวิธีบริหารจัดการที่ดี คือ เปลี่ยนจากการให้ถุงยังชีพเป็นเงินสดแทน ตอบโจทย์ประชาชนมากกว่า แต่วิธีการจัดการบริหารของท้องถิ่นแต่ละที่อาจต่างกัน ดังนั้น รัฐบาลสามารถออกประกาศหนังสือเวียนส่วนกลางท้องถิ่นทำแบบเดียวกัน และรัฐบาลพร้อมสนับสนุน

2.พื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีความเป็นเมืองสูง หลายพื้นที่ยังไม่แห้ง ต้องเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะปัญหาตามซอกซอยระบายน้ำสู่คลองสายหลักยังขาดประสิทธิภาพ มีขยะอุดตัน รัฐบาลต้องเร่งทำงานกับท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นที่รู้ปัญหาให้เข้าไปจัดการปัญหาให้ถูกจุด รวมถึงป้องกันไม่ให้น้ำท่วมซ้ำ

3.พื้นที่ริมน้ำที่ยังมีน้ำท่วมอยู่และเสี่ยงท่วมสูงขึ้น และ 4.พื้นที่น้ำยังไม่ท่วม แต่มีความเสี่ยงน้ำท่วม ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง นี่คือข้อเสนอที่เราอยากส่งไปยังรัฐบาล และอยากให้นายกฯ เข้ามาตอบชี้แจงและร่วมประชุมในสภา

ด้าน นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า สส.และนักการเมืองท้องถิ่น พยายามอย่างเต็มที่ในการเข้าไปช่วยเหลือน้ำท่วมกรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียง จากที่ตนลงพื้นที่กรุงเทพฯ คิดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐบาลส่วนกลางประสานงานพูดคุยกันน้อยเกินไปและช้าเกินไป

ที่เห็นชัดคือกรุงเทพฯ ไม่มีทรัพยากรและกำลังมากพอที่จะจัดการสถานการณ์ฝนตกเยอะและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ประชาชนต้องอพยพตัวเอง ต้องเดินทางในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงเป็นเวลานานโดยไม่มีพาหนะไปรองรับ นักการเมืองในพื้นที่ต้องประสานงานกับกรมการทางพิเศษหรือทหาร กรมทางหลวง เพื่อนำรถเข้าไปบริการประชาชน

ทั้งนี้ ได้รับแจ้งจากนายทหารท่านหนึ่งให้ตนช่วยประสานผู้ว่าฯ มาทำงานรวมกัน จัดสรรทรัพยากรและบริหารจัดการร่วมกัน หรือแม้แต่ภาคประชาชนที่ลงไปช่วยก็ไม่รู้จะประสานงานกับใคร เพราะไม่มีใครไปนั่งหัวโต๊ะ ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังวิกฤตที่ต้องบริหารจัดการอยู่ ประชาชนมีคำถามว่าจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

รัฐบาล และกทม. ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เขาวางแผนการใช้ชีวิตต่อไป และการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำเหนือที่กำลังจะมา

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ปทุมธานี นนทบุรี มีปัญหาน้ำขังรอการระบายวันนี้เป็นวันที่ 5 น้ำเริ่มเน่า ซึ่งจะมีปัญหาใหญ่ตามมา แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ ประชาชนจึงอยากทราบตรงนี้เพื่อจะได้รู้ว่าต้องจัดการตัวเองอย่างไร แต่ตอนนี้กลับไม่มีการแจ้งข้อมูลหรือสถานการณ์ใดๆ เลย

สำหรับแถบปริมณฑล ปทุมธานี เจอน้ำเหนือ สมุทรปราการเจอน้ำทะเลที่กำลังจะหนุน และน้ำฝนกำลังจะมาอีก จึงอยากให้มีการแจ้งเตือนเพื่อเตรียมการต่างๆ ไว้ล่วงหน้าให้พร้อม ส่วนที่นนทบุรีต้องเร่งระบาย แต่กลับไม่มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำเท่าที่ควรจะเป็น ที่สำคัญต้องจัดการปัญหาขยะ สิ่งปฏิกูลให้ดี

นายวีระยุทธ กาญจนชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 13 ปี

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา พบว่าปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต คือขยะอุตสาหกรรม เมื่อถูกน้ำท่วมซ้ำจะทำให้ขยะพิษเหล่านี้ปนเปื้อนพื้นที่ทำการเกษตรและนาข้าวของชาวบ้าน ซึ่งจากการบินโดรนสำรวจยังพบคราบคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำ มีกลิ่นสารเคมีรุนแรง

“จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสำรวจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการด่วน จัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพดินและสารเคมีอย่างเป็นระบบ รวมถึงเร่งพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงและน้ำหนุน แต่ยังตกสำรวจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเฝ้าระวังผลกระทบทางการเกษตรได้อย่างทันท่วงที” นายวีระยุทธ กล่าว

นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต และประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำ พรรคประชาชน กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ มีการจัดเก็บน้ำกว่า 90% บางเขื่อนถึง 100% แล้ว ทำให้เกิดการเร่งการระบายตั้งแต่เขื่อนแม่กลอง ฝั่งตะวันตกเขื่อนเจ้าพระยาเขื่อนป่าสัก และเขื่อนต่างๆ ในลุ่มน้ำบางปะกง ทำให้พื้นที่ริมน้ำที่ท่วมอยู่แล้ว มีการท่วมสูงขึ้นประมาณ 1 เมตรขึ้นไป

“ขณะนี้น้ำมาตรงกันหมดแล้ว ไม่ว่าจะมาจากแม่กลอง ท่าจีน เจ้าพระยา ป่าสัก บางปะกง ตอนนี้กระทบชิ่งกันหมดแล้ว ที่ผ่านมาการบริหารจัดการจะแยกกันเป็นส่วนๆ ในแต่ละพื้นที่ แต่เราจะทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเกิดปัญหา เช่น ปราจีนบุรี ระบายมาทางนครนายก เขื่อนขุนด่านก็ระบายมาที่นครนายก ก็จะกระทบมาที่ปทุมธานี

ปทุมธานีก็อยากระบายน้ำและผ่อนคลายส่วนหนึ่งผ่านกรุงเทพฯ แต่กรุงเทพฯ ไม่อยากให้น้ำผ่าน ก็จะเป็นปัญหาภาพรวมแล้ว ซึ่งในส่วนนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะต้องพยายามใช้การบริหารจัดการน้ำในภาพรวมให้ทุกคนเห็นว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ไขปัญหาเมื่อน้ำทั้ง 5 สายมาเจอกันจะทำอย่างไร” นายเดชรัต กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน