จรัญ ชี้ระบบฮั้วทำกันหมด อยู่ที่ฝีมือใครเก่งฮั้วคนได้เยอะ แนะผ่าทางตันกระบวนการเลือก สว. ชี้ช่องยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรธน.รับจบคดี ไม่เห็นด้วยปลุกม็อบลงถนนจี้คดี
เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่ง ในการเสวนา “คดีฮั้วสว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ว่า จากกระแสวิจารณ์ถึงกระบวนการได้มาซึ่งสว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าสุ่มเสี่ยงต่อความไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
ตนเห็นว่าผิดตั้งแต่กระบวนการได้มาซึ่งสว. ประกอบกับเป็นของใหม่ และได้กกต.ชุดใหม่ที่ไม่เคยทำระบบนี้มาก่อน ซึ่งเราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ เพราะถ้าปล่อยไว้บ้านเมืองจะเป็นแบบนี้ การฮั้วมีกันหมด เพียงแต่กลุ่มไหนสีไหนมันจะเก่งกว่ากัน คนฮั้วไม่เก่งก็ได้คนน้อยไป ส่วนคนฮั้วเก่งกว่าก็จะได้คนไปมากกว่า
ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนระบบ แต่เปลี่ยนระบบจะทำอย่างไร นั่นต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งอีก 5 ปีคงไม่สำเร็จ เพราะขบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะไปแตะอำนาจขององค์กรอิสระ มันมีตัวล็อกไว้หลายตัว ฉะนั้น ทำอย่างไรให้บรรลุความเห็นร่วมกันของประชาชน ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ไม่เป็นพรรคพวกในการแข่งขันทางการเมือง หรือกลุ่มประโยชน์ฝ่ายใดเลยได้ผลเห็นภายใน 3 ปีก่อนที่อายุสว.ชุดนี้จะหมดคือครบวาระ 5 ปีที่ดำเนินการ
นายจรัญ กล่าวอีกว่า ส่วนการพึ่งพากระบวนการทางศาลปกติ เช่น ศาลฎีกา หรือการดำเนินคดีอาญา อาจไม่ทันการณ์ เพราะการดำเนินคดีในศาลฎีกา อาจใช้เวลา 1–3 ปี และการสืบพยานเฉพาะรายบุคคลทำได้เพียงการถอดถอนผู้กระทำผิด แล้วนำผู้สมัครสำรองขึ้นมาแทน ซึ่งไม่อาจล้มล้างระบบการเลือกตั้งที่ผิดพลาดได้ อีกทั้งการดำเนินคดีทางอาญา อาจใช้เวลานานถึง 5 ปีเป็นอย่างน้อย
ถึงตอนนั้นคงไปเลือกแบบใหม่กันแล้ว บอกได้เลยว่า ศาลอาญา ศาลฎีกาไม่มีอำนาจล้มระบบเลือกสว.ปี 2567 ที่ผ่านมา และไม่มีโอกาสจะล้มระบบนี้ได้ ฉะนั้น ไปสุดท้ายคือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นศาลเดียวที่มีอำนาจตรวจสอบอำนาจการเลือกตั้งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เหมือนคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดริวอาร์โค้ด ที่ผ่านไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินจะรวดเร็วกว่าศาลอื่น
แต่คดีฮั้วสว. แม้มองว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเคยปฏิเสธคำร้องตรงจากผู้เสียหาย เนื่องจากติดข้อบังคับตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (มาตรา 46, 47, 48) ที่กำหนดให้ต้องใช้ช่องทางอื่นก่อน
แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคดีในอดีต เช่น คดีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาและใช้เวลาวินิจฉัย 9 เดือนได้ เนื่องจากยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน น่าจะเร็วกว่าศาลอื่น ฉะนั้น เชื่อว่าผู้ตรวจการจึงไม่อาจตีตกเรื่องนี้ได้
เชื่อว่าถ้าผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้อง เพราะพยานหลักฐานพร้อมอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าศาลท่านเข้าใจว่าบ้านเมืองรอไม่ได้อาจจะมีการวินิจฉัยภายใน 1 ปี หรือ 6 เดือน
ส่วนท่านจะวินิจฉัยขัดหรือไม่ขัด ตนขออ้างจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 เป็นเรื่องหน้าที่ของกกต. ในการจัดการเลือกตั้งสส.และเลือกสว.ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม และนี่คือเป็นหลักฐานว่าไม่สุจริตและเที่ยงธรรมทำให้มาตรา 107 ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนมาตรา 215 วรรคหนึ่ง วรรคสอง คือ กกต. และองค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ อยู่ใต้อาณัติหรือใบสั่งใคร หรือเกรงใจใคร หรือไปตอบแทนใคร และมาตรา 224(1)(2) ถ้าขัดกันทั้งหมดการเลือกตั้งสว.ครั้งนั้นใช้ไม่ได้เลย จนตกงานทั้ง 200 คน
เท่าที่เราฟังมา การเลือกสว. กกต.เข้าลักษณะประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถือว่าไม่สุจริต ฉะนั้น นี่ถือเป็นเส้นทางที่ควรจะไปและอย่าไปกังวล การเล่นงานกกต.ในคดีอาญา และอย่าปลุกระดมมวลชนลงถนน เพราะไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย เพราะม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตย ฉะนั้น ตนไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมมวลชนเป็นม็อบ ขับไล่กกต.