‘สกลธี’ ซัดการบินไทย อำมหิตทิ้งผู้โดยสาร ทำสายการบินแห่งชาติป่นปี้ จี้ถามคมนาคม แจงปมกระเป๋าตกค้าง “สิริพงศ์” เผยเตรียมชดเชยเยียวยามากกว่าเกณฑ์กฎหมายกำหนด

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯเป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถามพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เรื่องปัญหาการบินไทยว่า

วันนี้นายพิพัฒน์เดินทางไปต่างประเทศ ตนไม่แน่ใจว่านายพิพัฒน์จะใช้บริการการบินไทยหรือไม่ หรือกระเป๋าจะดีเลย์เหมือนผู้โดยสารท่านอื่นที่กำลังประสบมาแต่วันที่ 26 ก.ย. หรือไม่ โดยเรื่องนี้กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างสำคัญเพราะการบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่ก็ผูกติดอยู่กับชื่อเสียงของประเทศ

นายสกลธี กล่าวว่า วันที่ 26 ก.ย. เป็นวันหยุดที่คนเดินทางมาก ไฟลท์ตอนเย็นเริ่มเห็นว่ากระเป๋าบางคนมาถึงตั้งแต่ 17.00 น. กว่าจะได้กระเป๋าก็เที่ยงคืน บางคนทนไม่ไหว รอกลับบ้านก็มี หนักซ้ำเติมวันที่ 27 ก.ย. สายการบินไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ ตนได้ยินมาว่ามีบางคนเครื่องลงตั้งแต่ 23.30 น. ต้องรอกระเป๋าถึง 08.00 น. ก็มี จนวันที่ 29 ก.ย. ทางการบินไทยเริ่มขยับตัว แต่ขยับระงับการขนส่งคลังสินค้า (คาร์โก้) ซึ่งซ้ำเติมสถานการณ์กับภาพพจน์ของประเทศเข้าไปอีก วันที่ 30 ก.ย. รัฐมนตรีก็ลงพื้นที่

นายสกลธี กล่าวว่า สภาพหน้างานต่อคิวดูกระเป๋าเหมือนไม่เห็นอนาคต ในขณะที่การบินไทยเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินที่จะมาให้ความกระจ่างกับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างประเทศมีน้อยมาก บางคนตนเห็นใจเจ้าหน้าที่ของการบินไทยที่เป็นภาคพื้นดินทุกคน บางคนร้องไห้ถูกผู้โดยสารต่อว่า ตัวของผู้บริหารก็ไม่ได้ลงในพื้นที่ จนนายพิพัฒน์แถลงตัวเลขกระเป๋าตกค้าง 10,000 ใบ บอกว่าจะเริ่มทยอยส่ง ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่ เที่ยวบินก็ยกเลิก 40 ถึง 50 เที่ยวเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศอย่างมากมาย

“คงโทษใครไม่ได้ การบินไทยต้องรับผิดชอบแน่นอน ตัวซีอีโอท่านอาจจะเก่งในเรื่องของการฟื้นฟูให้การบินไทยกลับมามีกำไรมาก แต่เรื่องนี้ท่านสอบตกและล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ท่านอำมหิตมากที่ทิ้งให้พนักงานของการบินไทยตัวเล็กๆ ต้องคอยรับหน้าผู้โดยสาร หาคำตอบไม่ได้ โดนด่าร้องห่มร้องไห้กับผู้โดยสารที่มีอารมณ์ ผมเข้าใจทุกฝ่าย แต่ผมคิดว่าผู้บริหารการบินไทยควรทำอะไรได้กว่านี้” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวว่า ทางกระทรวงคมนาคมมีบอร์ดหนึ่งคนในนั้น กระทรวงการคลังก็ยังถือหุ้นใหญ่อยู่ในนั้น มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานบอร์ด ตนไม่ทราบว่ารัฐบาลจะไม่สนใจใยดีกับปัญหานี้เลยหรือ ทั้งที่เป็นชื่อเสียงของประเทศที่เสียหายไป นับเป็นมูลค่าไม่ได้ สิ่งที่เป็นมูลค่าอย่างชดใช้ได้แต่ชื่อเสียงไปแล้วว่าสายการบินหลักของชาติที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ต้องมาพังในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่กี่วัน และหาคนรับผิดชอบไม่ได้ ดังนั้น จึงอยากถามว่าสาเหตุทั้งหมดเกิดขึ้นจากอะไร

นายสกลธี ถามต่อว่า ตนได้ข่าวว่าเหตุผลที่การบินไทยมีปัญหาสายการบินเดียวในเรื่องการลำเลียงกระเป๋าหรือสิ่งของเป็นเพราะการบินไทยไปให้บริการกับสายการบินอื่นก่อน ที่เป็นคู่สัญญาเพราะกลัวจะโดนค่าปรับทำให้ลอยแพผู้โดยสารของการบินไทยทั้งหมด อยากได้คำตอบว่าเป็นแบบนี้จริงหรือไม่ หากจริงถือว่าแย่มาก เพราะเอาชื่อเสียงของสายการบินแห่งชาติไปแขวนไว้และบริการท่านอื่นก่อนควรจะมีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ โดยคำถามเรื่องการชดเชยกับผู้โดยสารทางรัฐบาลจะช่วย หรือการบินไทยจะดูแลตรงนี้อย่างไร เพราะมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งที่ทางการบินไทยสามารถยกขึ้นมาได้คือการอ้างเหตุสุดวิสัยในเรื่องภัยพิบัติ

ถ้ามีการยกขึ้นมาจะให้ความมั่นใจกับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างประเทศอย่างไรว่าเงินของพวกเขาจะได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสมครอบคลุมในทุกเรื่อง ถ้าจะชดเชยตามเรทปกติถือว่าน้อยมาก และสามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าการบินไทยจะไม่เอาเหตุสุดวิสัยมาอ้างกับผู้โดยสารว่าไม่จ่ายเพราะน้ำท่วม รวมถึงการชดเชยสามารถทำเชิงรุกได้หรือไม่ นั่นคือติดต่อผู้โดยสารเองและมีข้อเสนอให้เพื่อให้คนที่เดือดร้อนเขารู้สึกดีขึ้นบ้างกับสายการบินระดับชาติของประเทศไทย และที่สำคัญคือตนอยากถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นชื่อเสียงป่นปี้ขนาดนี้ เป็นจำนวนเงินชดเชยได้ แต่ชื่อเสียงของประเทศที่ไปแล้ว สายการบินไทยตอนนี้เน่าเละออกข่าวต่างประเทศแล้ว ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้

“เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการกลับมาพิจารณาสัญญาว่าที่ทำกับรายที่ 3 ที่เป็นเอกชนยาวถึง 25 ปี มูลค่าเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ตนคิดว่าประชาชนที่เสียภาษีอยากเห็น และหากมีโอกาสก็อยากดูว่าเป็นอย่างไร เพราะเราคงไม่อยากเซ็นสัญญาเสียค่าโง่แบบนี้ให้เกิดเหตุการณ์ในอนาคต และการเซ็นยาวถึง 25 ปี ในอดีตก็เห็นถึงปัญหาอยู่แล้วว่าถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ทำไมเราไม่ทำสัญญาให้สั้นลง เพื่อจะได้พิจารณาดูว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวง รัฐบาลจะพิจารณาส่วนนี้ให้ละเอียดขึ้น” นายสกลธี ถาม

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แจงแทนรมว.คมนาคม ว่า สาเหตุที่นายพิพัฒน์ เพิ่งลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 30 ก.ย. เนื่องจากวันที่ 26 – 27 ก.ย. นายพิพัฒน์มีกำหนดการเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการคมนาคมระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกำหนดการที่นัดหมายไว้แล้วและเมื่อลงนามเสร็จก็รีบเดินทางกลับมาก่อนกำหนด

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับทราบปัญหากระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารล่าช้า และตกค้าง ตั้งแต่ 26 ก.ย. ช่วงเย็น ก่อนปัญหาจะลุกลามในเช้าวันที่ 27 ก.ย. และกระทรวงคมนาคม เริ่มประสานของกำลังเจ้าหน้าที่อากาศโยธิน เพื่อเข้าไปช่วยเหลือ โดยกระทรวงคมนาคมติดตามตลอด เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าว และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 คน ได้เข้าไปติดตามสถานการณ์แม้กระทรวงคมนาคม

นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ส่วนปัญหากระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารล่าช้า และตกค้างของการบินไทยนั้นเรารับทราบตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ก.ย. และเริ่มลุกลามบานปลายในวันที่ 27 ก.ย. กระทรวงคมนาคม เริ่มประสานของกำลังเจ้าหน้าที่อากาศโยธิน เข้าไปช่วยเหลือตั้งแต่ช่วงเวลา 11.00 น.แต่ไม่ได้เป็นข่าว ส่วนช่วงเย็นก็มีรัฐมนตรีที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไป และวันนี้การบินไทยก็ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลโดยตรง แต่เราก็รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สนามบินสุวรรณภูมิได้รับสัมปทานการขนกระเป๋าสองรายคือ การบินไทย มีสัญญา 35 ปี ตอนนี้ยังเหลือสัมปทานอีก 15 ปี เนื่องจากทำสัญญาระหว่างเป็นรัฐวิสาหกิจ ส่วนอีกเจ้าคือบริษัท บางกอกไฟลท์เซอร์วิส จำกัด หรือ BFS และเพิ่งหมดสัมปทานไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาและกำลังหาผู้ที่กำลังหาผู้ที่จะมาทำสัมปทานใหม่อยู่ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นคือบุคลากรของการบินไทย มาทำงานได้เพียงครึ่งเดียว กระทรวงคมนาคมพยายามเต็มที่เพื่อประสานความร่วมมือไม่ว่าจะเป็นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT การบินพลเรือน วิทยุการบิน หรือแม้แต่กองทัพอากาศ แต่ยอมรับว่าในวันแรกๆการประสานงานมีปัญหามาก เป็นไปด้วยความยากลำบาก และสิ่งหนึ่งที่ตนคิดว่าควรนำมาเป็นบทเรียน คือสถานภาพของการบินไทยไม่เหมือนเดิมก่อนเป็นรัฐวิสาหกิจ การทำงานต้องอาศัยพึ่งพาภาครัฐ

“ปัจจุบันสถานะของการบินไทยเป็นเอกชน จึงพยายามช่วยเหลือตัวเองและเป็นภาระกับภาครัฐให้น้อยที่สุด แต่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม ด้วยความที่เป็นสายการบินแห่งชาติจึงต้องเข้าไปช่วยเหลือเพราะนี่คือชื่อเสียงของประเทศชาติ การดำเนินการการบินไทยจะหวังแค่กำไรขาดทุนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะการบินไทยจะต้องแบกคือเรื่องของมุมมอง เรื่องของแบรนด์และชื่อเสียงภาพลักษณ์ เรื่องเหล่านี้ประเมินค่าไม่ได้”นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ ชี้แจงอีกว่า ภาพที่พนักงานภาคพื้นของสายการบินไทย ถูกผู้โดยสารตำหนินั้น ตนเห็นภาพไม่แตกต่างกัน และเห็นภาพ ที่พนักงานต้องแบกรับภาระกับผู้โดยสาร ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงคมนาคมไม่ได้ปล่อยปละละเลย แต่เราทำในสิ่งที่เราสามารถดำเนินการได้เท่านั้น เพราะบางเรื่องต้องใช้ทักษะ เราไม่สามารถดำเนินการได้ แต่อะไรที่เราสามารถช่วยเหลือได้เราทำเต็มที่

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุที่มีปัญหาเฉพาะการบินไทย หลายคนมองว่าเพราะการบินไทยไปให้บริการขนสัมภาระ หรือ เป็นซัพให้กับสายการบินอื่นเพราะเกรงว่าจะถูกค่าปรับนั้น เป็นเพียงสมมติฐาน แต่ตนก็เชื่อเช่นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เสียค่าปรับจากสายการบินอื่น ดังนั้น กระทรวงคมนาคม จึงได้ส่งกำลังคนไปสนับสนุน และสถานการณ์ปัจจุบันในการขนย้ายกระเป๋า มีการให้บริการจากบริษัทในเครือสายการบินไทย และ BFS ที่ดำเนินการชั่วคราว รอการต่อสัญญาใหม่ และกำลังจะมีบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOTGA มารับสัมปทานเป็นรายที่ 3 ซึ่งกำลังรอลงนามสัญญา พร้อมยืนยันว่า การลงนามสัญญาบริษัท ที่จะมารับขนย้ายสัมภาระหลังจากนี้ จะต้องมีการระบุถึงการคิดค่าปรับกรณีล่าช้าอย่างชัดเจน เพราะที่มีผ่านมา มีเพียงการกำหนดตัวชี้วัดเท่านั้น

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องของการเยียวยาหากดูจากข้อบังคับแล้วทุกสายการบินที่มีความล่าช้าก็จะมีเกณฑ์ระบุไว้ เช่น กรณีมีความล่าช้าหรือยกเลิกรายละ 270,000 บาท กระเป๋ามีความสูญหายรายละ 65,000 บาท ซึ่งการบินไทยยืนยันว่าจะดูแลประชาชนดูแลมากกว่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน