ดีเอสไอ เผยยังให้โอกาส สส.ศมชาติ นำข้อมูลหลักฐานเอกสารเข้าชี้แจงเพิ่มเติม กรณีถือครองอสังหาฯ แทนคนต่างชาติ เจ้าตัวยอมรับเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมาย และเป็นที่ปรึกษาด้านกม.

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2569 จากกรณีวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าให้ข้อมูลชี้แจง ต่อคณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง ในฐานะพยาน คดีถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ และห้องชุดในจ.ภูเก็ต ร่วมกับชาวต่างชาติเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นนอมินีหรือไม่ โดยนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงและให้ข้อมูลมายื่นด้วย

คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กล่าวว่า คณะพนักงานสืบสวนได้ใช้เวลาพอสมควรในการสอบถามข้อมูลจากนายสมชาติ ซึ่งนำเอาพยานเอกสารเกี่ยวกับบริษัทสำนักกฎหมายที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วย โดยยอมรับว่าเป็นเจ้าของสำนักงานกฎหมายแห่งนี้

ส่วนใหญ่บริษัท จะรับเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม นายสมชาติได้ให้ความร่วมมือให้ข้อมูล ทั้งในเรื่องบบัญชีของบริษัท แหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ประกอบธุรกิจว่ามีที่มาอย่างไรบ้าง ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้เป็นเรื่องภายในสำนวนของคณะพนักงานสืบสวนที่จะต้องใช้พิจารณาประกอบกับคำให้การของพยานปากอื่นและเอกสารหลักฐานต่าง ๆ จึงไม่สามารถเปิดเผยได้

ส่วนจะมีการประมวลเรื่องขอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ยังอยู่ขั้นตอนของคณะพนักงานสืบสวน ที่จะต้องพิจารณารายละเอียดทั้งหมดให้เสร็จสิ้นก่อน ว่ามีการกระทำของบุคคลใด นิติบุคคลใด ด้วยพฤติการณ์ใดที่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่

หากหลังจากนี้ นายสมชาติ ประสงค์ขอนำเอาพยานหลักฐานหรือเอกสารประเด็นใดเข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม ก็ประสานกับพนักงานสืบสวนได้ เพราะเปิดพื้นที่รับฟังพยานหลักฐานของพยานอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ลักษณะการเข้าไปถือหุ้นและการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทของนายสมชาติ จะเป็นประเด็นที่พนักงานสืบสวนใช้ตรวจสอบเรื่องการไปจดทะเบียนบริษัทต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่ถือครองที่ดิน หรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติ หรือมีการถือหุ้นในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง แต่มุ่งเน้นการถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงหรือไม่ เพราะสามารถใช้ตรวจสอบในเรื่องของแหล่งที่มาเงินทุนได้อีกด้วย

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า การสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ จะไม่มุ่งเน้นแค่การสืบสวนสอบสวนเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามที่ปรากฏหน้าสื่อ แต่จะทำข้อมูลในภาพรวมของจังหวัด เพื่อตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุดว่ามีพื้นที่เป้าหมายใด ในจังหวัดใดที่มีบริษัทสำนักกฎหมายมีพฤติการณ์รับจ้างจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดให้แก่คนต่างด้าว โดยใช้ชื่อลูกจ้างในสำนักงานถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหรือไม่

ที่ผ่านมา ดีเอสไอเคยตรวจสอบในพื้นที่ภูเก็ตมาก่อนแล้ว และมีเกือบ 100 บริษัทที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และบริษัทนอมินีเหล่านั้นอาจประกอบธุรกิจต้องห้าม ทำให้เกิดความเสียหายในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งยังพบลักษณะมีการจัดให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในลักษณะนอมินีของชาวต่างชาติอีกด้วย

ทั้งนี้ ตามฐานข้อมูลการสืบสวนสอบสวน จะพบว่าบริษัทเหล่านั้นมักประกอบธุรกิจประเภทอสังหาฯ การท่องเที่ยว และการบริการอื่น ๆ และส่วนใหญ่มีการถือครองอสังหาฯ มูลค่าสูงหลายสิบล้านบาท

ตามหลักกฎหมายแล้ว ในการทำธุรกิจขายอสังหาฯ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนผู้ถือหุ้นที่มิได้มีโอนขายเปลี่ยนแปลงทางสำนักงานที่ดิน ทำให้รัฐอาจสูญเสียภาษีและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมเหล่านี้

จึงทำให้ดีเอสไอยังคงเดินหน้าตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการที่คนไทยได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดร่วมกับชาวต่างชาติ

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบหรือการสอบสวนปากคำในฐานะพยาน โดยรวมแล้วพนักงานสืบสวนสอบสวนจะมุ่งเน้นที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ว่าเป็นการขายอสังหาฯ แทนกี่ครั้งหรือไม่ หากยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงการทำธุรกรรมกับกรมที่ดินหลายครั้ง เป็นต้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน