‘ส้ม-ฟ้า’ ประสานเสียงตอบชัดยังเร็วเกินไปเลือกตั้งรอบหน้าจับมือกันหรือไม่ ‘ธนาธร’น้อมรับที่ผ่านมายังทําได้ไม่ดีพอ เดินหน้าขอความไว้วางใจต่อ ‘อภิสิทธิ์’ บอกแม้ทํางานร่วมกันได้ดี แต่ร่วมฝ่ายค้านกับร่วมรัฐบาล เป็นคนละโจทย์
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.2569 ที่สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ประชาชื่น 46 ในช่วงถามตอบงานเสวนา “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” ของสำนักข่าวไทยโพสต์ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ นายสุริยะใส กตะศิลา คณะบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมเสวนา
เมื่อถามถึงทุนเทา ซึ่งถูกเชื่อมโยงการการเมืองในสภา จนความเห็นของสังคมถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคตนชัดเจนว่า ทุนเทาเป็นเรื่องใหญ่ในตอนหาเสียง และยังยืนยันว่าเรื่องทุนเทายังเป็นอันตรายอยู่ ขอไม่เจาะจงวิวาทะที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 บุคคลในขณะนี้
แต่ขอตั้งคําถามกับหน่วยงานรัฐ ทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่าทําไมเรายังไม่เห็นการเอาจริงเอาจัง หลายครั้งเราต้องรอข้อมูลจากต่างประเทศ ว่าคนนั้นคนนี้เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นคนไทย และการกระทําในประเทศไทย
เมื่อถามว่าความหวังคนรุ่นกลางรุ่นใหญ่มีไว้กับพรรคส้ม ล่มสลายไปในการตัดสินใจครั้งที่ผ่านมา การมาของ 3 เทคโนแครตได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับสีน้ําเงินเข้ม การเปิดตัวมืออาชีพของพรรคประชาชนไม่ปัง หากวันหนึ่งมาถึงจะมีการวางมืออาชีพหรือคนดีๆ เข้ามาเปลี่ยนประเทศ ให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า
“ผมคงไม่มีอะไรตอบมากกว่า เราคงต้องยืนยันที่จะทําให้ประชาชนให้ความไว้วางใจเรามากกว่านี้ ทําให้ดีกว่า เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ น้อมรับว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ดีพอ แต่จะทําให้ดีกว่า”
เมื่อถามว่าหากปี 2573 นายธนาธรพ้นโทษแบน ถ้าสมมติหวนคืนแล้ว ได้เข้าสภาฯอีกครั้ง เป็นแคนดิเดตนายกฯ โอกาสที่ส้มจะจับมือกับฟ้าเป็นไปได้หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า เวลาผ่านมาเร็วมาก อีกประมาณ 3 ปี ตนขอพูดด้วยความชัดเจนว่า ถึงเวลาจะต้องกลับมา
แต่ตนไม่ได้คิดว่าตนจําเป็น หากประเทศไปในทิศทางที่ควร ซึ่งพรรคประชาชนมีผู้นําที่มีความรู้ ความสามารถเก่งๆ เยอะแยะ ถ้าพวกเขาสามารถพาองค์กรไปได้อย่างมีพลัง ตั้งมั่นในอุดมการณ์ ก็ไม่จําเป็นต้องมีตน
“แต่หากสถานการณ์พรรคไม่ดี แกนนําพรรคถูกยุบอีกรอบ หาผู้นําที่เหมาะสมไม่ได้ ก็ยินดีและพร้อมกลับมา ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ ส่วนตัวถ้าพรรคไปได้ดีอยู่แล้ว ผมไม่ได้คิดจะกลับมา” นายธนาธร กล่าว
เมื่อถามว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้านั้นจะรวมกับพรรคไหนบ้าง นายธนาธร กล่าวว่า อาจจะเร็วไปในการที่จะพูด ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่เท่าที่ฟังจากวิปของพรรคประชาชน เขาก็บอกว่าการทํางานกับพรรคประชาธิปัตย์ในวิปฝ่ายค้าน ค่อนข้างมีประสิทธิภาพไปด้วยกันได้ดี
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะถาม การทํางานฝ่ายค้านด้วยกันราบรื่นจริง แต่การฝ่ายทํางานฝ่ายค้านกับเป็นรัฐบาลด้วยกันคนละโจทย์ ต้องอยู่ที่นโยบาย และจุดยืน ซึ่งต้องว่ากันเมื่อการเลือกตั้งมาถึง
เมื่อถามว่าจะมีจุดเริ่มต้นตรงไหนในการแก้ไขคอร์รัปชั่นหรือไม่ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ใช่เสมอไป นายธนาธร กล่าวว่า ตนเข้าใจดีว่า คอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่รวมถึงข้าราชการเยอะมาก
บทเรียนของเราในรอบ 30 ปี คือเราลองใช้วิธีที่มันไม่เป็นประชาธิปไตยแก้ปัญหานี้แล้ว แต่คอร์รัปชั่นยังดํารงอยู่และมากกว่าเดิมด้วยซ้ําไป วิธีนี้จึงใช้ไม่ได้ โดยจุดเริ่มต้นสําคัญคือการไม่ซื้อเสียง เพราะหากเริ่มต้นด้วยการซื้อเสียง ก็อาจจะเดินเข้าสู่ด้านมืดแน่ๆ ดังนั้น ผู้นําต้องเอาจริงเอาจังเริ่มที่หัวก่อน
ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มี 2 เรื่องที่ต้องทํา คือ 1.แก้ระบบ ผู้นําสําคัญ แต่จะหวังพึ่งผู้นําลําพังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มีคนเคยถามตนว่า รัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่นบ้างหรือไม่ ตนบอกไปว่า รัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่นทุกชุด ถ้าเกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้าม ต้องไม่เอาคอร์รัปชั่นมาเป็นอาวุธทางการเมือง แต่ต้องทําให้เป็นระบบ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ
การแก้ที่ดีที่สุดคือการวางระบบเปิดข้อมูล ซึ่งจะสามารถทําให้การตรวจสอบง่ายขึ้น เราต้องตัดวงจรอุบาทว์ในทางการเมือง เรื่องซื้อเสียงและเรื่องใช้ทุนทางการเมือง ในที่สุดแล้วก็ต้องไปหามา เพื่อให้สามารถเดินต่อได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.สิ่งสําคัญควบคู่กันไป เวลาพูดถึงเรื่องคอร์รัปชั่นเชิงนามธรรม ทุกคนตอบได้หมด แต่ถ้าสํารวจวิถีชีวิตในสังคมเรา ที่ยังมีเรื่องระบบอุปถัมภ์ ความเกรงอกเกรงใจ พรรคพวกที่อาจจะเป็นรุ่นเดียวกัน คบหากัน ก็ต้องตั้งคําถามกับตนเองจริงๆ ว่า เราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนค่านิยมหลายอย่างหรือไม่ ทําให้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นลดลง ทําเรื่องเส้นสายและเครือข่ายหลักสูตรต่างๆ ที่เข้ามาซ้ําเติมมากขึ้น
“เราทุกคนสวมหมวกหลายใบ ค่านิยมการใช้ชีวิตส่วนตัว ในฐานะเพื่อน กับค่านิยมการรักษาประโยชน์ส่วนรวม จะมีความขัดกันอยู่ตลอดเวลา แต่เรามักจะหยิบหมวกผิดใบมาใส่ ทำให้กลายเป็นว่า คนซึ่งบางทีตรงไปตรงมา ระบบราชการ การเมือง ถูกนินทาครหาประณามว่า ไม่เอาพวก ไม่เอาเพื่อน ไม่เอาอะไร สิ่งสําคัญที่ต้องสร้างค่านิยมรองรับ บวกกับระบบ และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การเมืองระบบ เรื่องอํานาจนิยม คอร์รัปชั่น ก็เกิดจากสังคมที่มีปัญหา การทุจริตน้อย สังคมมีเงินมีอํานาจ แต่คุณไม่ได้สิทธิเหนือคนอื่นจึงทําให้แรงจูงใจที่จะทุจริตคอร์รัปชั่น เอาเงินมาก่อน เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ไม่เกิดขึ้น