กมธ.อุตฯ แจงรู้ผลสัปดาห์หน้า ทดสอบคราบน้ำเสีย หลุดจากโรงงานปราจีนฯ มีสารปนเปื้อนหรือไม่ อุตสาหกรรมจังหวัดสั่งปิดแล้ว ยันเป็นโรงงานไม่อยู่ในข่าย พรบ.วัตถุอันตราย

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 ต.ค.2569 ที่รัฐสภา นายศุภโชค ศรีสุขจร สส.นครปฐม พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาฯ แถลงถึงมาตรการป้องกันการทิ้งกากอุตสาหกรรมในจ.ปราจีนบุรีว่า

ได้เชิญอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรี กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนฯ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีมาตอบข้อซักถามในกรณีที่เกิดขึ้นกับอ.ศรีมหาโพธิ และ อ.กบินทร์บุรี จากกรณีที่ประชาชนกังวลใจน้ำที่ออกมาจากโรงงานบริเวณนั้นที่มีคราบไขมัน

วันนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ ซักถามผลการทดสอบน้ำเสียที่หลุดออกมาจากทางโรงงาน ซึ่งกรมควบคุมมลพิษและอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีได้ชี้แจงว่า ผลการทดสอบจะออกภายในสัปดาห์หน้า จากการทดสอบเบื้องต้นเรื่องคราบไขมันมาจากส่วนของน้ำมันที่ทางโรงงานได้นำไปแปรรูป ซึ่งโรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานฝังกลบขยะไม่อันตราย ประเภทโรงงาน 105 และ 106 ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัดยืนยันมา ขอให้ประชาชนมั่นใจในลำดับแรกว่าสิ่งที่เข้าไปฝังกลบในโรงงานดังกล่าวไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฯ

นายศุภโชค กล่าวว่า ส่วนเรื่องการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมและแนวทางการฟื้นฟู ซึ่งประชาชนในจ.ปราจีนบุรีได้มีการร้องเรียนเข้ามากับทางกรรมาธิการฯ หลากหลายประเด็น ซึ่งทางกรรมาธิการฯ ได้ปรึกษากับทางกรมโรงงานฯ เพื่อหาแนวทางฟื้นฟูให้กับพี่น้องชาวปราจีนบุรีและที่อาศัยในภาคตะวันออก ซึ่งทางกรมโรงงานฯ ชี้แจงว่าจริงๆแล้วหากเข้าอันตราย ขยะดังกล่าวสามารถนำไปกำจัดทิ้งได้เลย

ซึ่งทางกรรมาธิการฯ ได้ซักถามว่ามีกี่กรณีที่ได้ดำเนินการไปแล้วในระหว่างรอศาลพิจารณา ซึ่งทางกรมโรงงานฯ ระบุว่าหนึ่งปีมีเพียงสองเคส ทางกรรมาธิการฯ จึงได้เสนอให้รวบรวมว่ามีเรื่องร้องเรียนกี่เคส และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการกำจัดกากอุตสาหกรรมวัตถุอันตรายเหล่านั้น เพื่อทางคณะกรรมาธิการฯ จะได้นำเรื่องสรุปส่งทาง รมว.อุตสาหกรรม ขอให้ประชาชนมั่นใจ

“ทางอุตสาหกรรมจังหวัดระบุว่าได้ใช้มาตรา 37 ให้ทางโรงงานได้ปรับปรุงแก้ไขให้มีลักษณะปิด รวมถึงมีการบังคับใช้มาตรา 39 สั่งปิดโรงงานไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราได้เสนอแนะไปว่าเมื่ออุตสาหกรรมจังหวัดทราบอยู่แล้วว่าจะมีน้ำท่วมใหญ่ ทำไมถึงไม่ออกหนังสือเวียนเตือนโรงงานต่างๆ โดยเฉพาะโรงงานที่มีลักษณะประเภท 105 และ 106 ให้มีการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำท่วม” นายศุภโชค กล่าว

นายศุภโชค กล่าวอีกว่า ทางอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมควบคุมมลพิษได้เข้าไปพูดคุยกับโรงงานดังกล่าว และรับปากว่าจะเร่งฟื้นฟูเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนโดยรอบ ทั้งนี้ ต้องรอผลทดสอบซึ่งคาดว่าจะออกประมาณวันที่ 12 ต.ค.ว่ามีสารปนเปื้อนในน้ำหรือไม่ หากมีและทำให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทางคณะกรรมาธิการฯ จะเร่งติดตามและให้ส่งหนังสือเรื่องผลทดสอบให้ทางกรรมาธิการฯ เพื่อที่เราจะได้ผลักดันเรื่องการเยียวยาให้กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป ส่วนเรื่องการตรวจสอบน้ำ รวมถึงหลังน้ำลดแล้ว กรรมาธิการฯ ได้เสนอให้มีการทดสอบบริเวณผิวดินระยะ 4 กิโลเมตรเป็นต้นไปจนถึงโรงงาน เพื่อทดสอบว่ามีสารปนเปื้อนตกค้างในพื้นที่ของประชาชนที่ทำการเกษตรทั้งสองอำเภอหรือไม่

ด้านนายปรเมศวร์ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม.พรรคประชาชน ฐานะโฆษกกรรมาธิการฯ กล่าวว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรา 37 กรรมาธิการฯ มีความเห็นไปยังเจ้าหน้าที่ที่อาศัยอำนาจนี้ในการสั่งให้โรงงานมีการปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องที่เราต้องเฝ้าระวังปัจจุบันมีโรงงานที่เป็นทุนต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ในภาคส่วนของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เพราะทุนต่างชาติบางทีสองสามปีมา แล้วมีโอกาสที่จะถอนทุนกลับประเทศต้นทางเขาไป แต่สิ่งที่ทิ้งภาระเอาไว้ให้กับประชาชนก็อาจจะต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูเยียวยา

ดังนั้นกรรมาธิการฯ จึงได้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายไม่ว่าจะเป็นชาวไทย และชาวต่างชาติยิ่งจะต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ และเรื่องที่สำคัญปัจจุบันเราจะพบเห็นขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผงโซล่าร์ แบตเตอรี่อีวี หรือชิพซีพียูต่างๆ ที่อาจจะมีสารที่เป็นพิษอยู่ในชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่กรรมาธิการฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะอาจจะส่งผลให้เกิดมลพิษในประเทศ สิ่งเหล่านี้ต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูจำนวนมาก บางกรณีใช้งบประมาณหลัก 100 ล้านบาทในการฟื้นฟู ดังนั้นกรรมาธิการฯ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน