โกวิท อัยการสูงสุด ชูนโยบายสานต่อนโยบายอดีตอสส. ฟ้องคดีตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่ฟ้องไปก่อน ยันไร้การเมืองแทรกแซง เปิดแผนงาน 4 เรื่อง

เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2569 ที่ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 1 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด (อสส.) แถลงนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ที่ผ่านมา นับเป็นอัยการสูงสุดคนที่ 21

โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ สำนักงานในส่วนกลาง อธิบดีอัยการภาค และผู้อำนวยการสำนักงานต่างๆ เข้าร่วมรับฟัง และถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ไปยังข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศอีกด้วย

นายโกวิท กล่าวตอนหนึ่งว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และ 2571 ได้กำหนดนโยบายการบริหารงาน ไว้ 4 เรื่อง ภายใต้แนวคิด “อัยการของชาติและประชาชน” คือ

เรื่องที่ 1 สานภารกิจเดิม เร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่ง ให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) พร้อมทั้งการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมของบุคลากร และลดขั้นตอนในกระบวนการทำงานสู่ระบบไร้กระดาษทุกหน่วยงานทั่วประเทศ

เรื่องที่ 2 เสริมภารกิจใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์รัฐในการบังคับคดีแพ่งและคดีปกครองเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานอัยการในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับคดีด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายและอนุบัญญัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรม และยกระดับการสั่งคดีให้ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม มีคุณภาพเป็นมาตรฐาน

เรื่องที่ 3 ให้ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยกระดับระบบฐานข้อมูลกลาง เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่องค์กรอัยการยุคดิจิทัล (Smart OAG) พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อให้ประชาชนติดตามสถานะคดีด้วยระบบออนไลน์ (OAG Tracking) และส่งเสริมความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ

เรื่องที่ 4 ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร เสริมสร้างความผูกพันและสุขภาวะในการทำงานของบุคลากร ปลูกฝังวัฒนธรรมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคมตามค่านิยมร่วม “PUBLIC” (P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง, U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม, B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา, L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล, I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส, C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย)

ทั้ง 4 เรื่อง ถือเป็นหัวใจขับเคลื่อนงานของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มุ่งอำนวยความยุติธรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก และทันต่อสถานการณ์ เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งเพื่อสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กรในการเป็น “อัยการของชาติและประชาชน”

จากนั้น อัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการสานต่อภารกิจเดิมของอดีตอัยการสูงสุด อาทิ เช่น นโยบายของอดีตอัยการสูงสุดทั้ง น.ส.นารี ตัณฑเสถียร เรื่อง upskill reskill การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอัยการให้มีความชำนาญเกี่ยวกับเรื่องคดีโดยเฉพาะ และนายอิทธิพร แก้วทิพย์ เกี่ยวกับการเร่งรัดการสั่งคดีและการที่อัยการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเพื่อให้รู้ถึงพยานหลักฐาน

เนื่องจากที่ผ่านมาเรารับฟังแต่พยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนอย่างเดียว แต่เมื่อถึงศาลปรากฎว่าพยานอ้างกับศาลว่าโดนโน้มน้าวจูงใจในชั้นสอบสวน จนศาลยกฟ้อง ถ้าอัยการเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก็จะได้ประจักษ์พยานหลักฐานที่ชัดเจน

นายโกวิท ยังให้นโยบายไปถึงผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อสื่อถึงอัยการทั่วประเทศ ในการพิจารณามีคำสั่งทางคดีว่าพิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียดไม่ใช่การยื่นฟ้องไปก่อน เนื่องจากมองว่าการที่อัยการมีการฟ้องคดีไปก่อนโดยไม่พิจารณาพยานหลักฐานโดยละเอียด เป็นการเพิ่มต้นทุนงบประมาณเอกสาร รวมถึงระยะเวลาและเพิ่มคดีให้กับฝ่ายตุลาการ

เนื่องจากที่ผ่านมาเห็นว่าคดีที่อัยการฟ้องเข้าในศาลยกฟ้องไป 40 เปอร์เซ็นต์ พนักงานอัยการต้องกล้าใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้องในคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยผู้กระทำผิดเพียงแต่ให้อัยการดูพยานหลักฐาน ให้ละเอียดมากขึ้นให้มากถึง 80% ก่อนค่อยสั่งฟ้อง

นายโกวิท กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจหัวอกของผู้เสียหายว่าอยากใฟ้มีการฟ้องคดีในข้อหาที่รุนแรง แต่ที่ผ่านมาหากดูกันจริง ๆ พนักงานอัยการจะต้องฟ้องผู้ต้องหาให้ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่การฟ้องข้อหาที่หนักกว่าความเป็นจริง เพราะหากอัยการฟ้องข้อหาที่รุนแรงเกินความเป็นจริงก็จะเกิดผลเสียต่อรูปคดีและศาลจะยกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าในยุคบริหารของนายโกวิทจะปลอดเรื่องการเมืองหรือไม่ อัยการสูงสุด กล่าวว่า ประเทศไทยเราปกครองด้วย 3 อำนาจ นิติบัญญัต บริหาร และตุลาการ อัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีสายบังคับบัญชา ต้องยอมรับว่าเรื่องการเมืองฝ่ายบริหารมีผลต่อหน่วยงานและประชาชนทุกคน

ที่ผ่านมามีคดีที่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการปราบปราม คำถามที่ว่าเราจะปลอดการเมืองได้หรือไม่ ต้องบอกว่าเราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่อัยการเลย ประชาชนก็หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะให้มาสั่งให้ชี้ซ้ายชี้ขวา ตนยืนยันว่าไม่มีทาง จะทำในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมที่จะเปิดสำนวนให้ดูข้อเท็จจริงและพร้อมจะเปิดเผยให้ทุกคนทราบได้

นายโกวิท ได้เปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมี นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ, นางสาวเบญจรัตน์ เนติโพธิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ

นายทรงพล สุวรรณพงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ และนางสาววนาทิพย์ วาเซอร์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด

จะทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจ หรือการดำเนินงานขององค์กรแก่สื่อมวลชนและประชาชน เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานเพื่อความยุติธรรมต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน