“นายกฯ” ถก ผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ ตื่นตัวรับอุทกภัย กำชับ “แจ้งเตือนให้ชาวบ้านเข้าใจทันที-เตรียมศูนย์อพยพ-ยึดความปลอดภัย ปชช. มาก่อน ย้ำ ปัจจัย 4 ดูแล ต้องไม่บกพร่อง

10 ต.ค. 69 – ที่โรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้

โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ผู้แทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ผู้ว่าฯจังหวัดภาคใต้

อาทิ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าฯนราธิวาส นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าฯภูเก็ต นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าฯสตูล นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานี พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมและประชุมผ่านระบบออนไลน์

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา แสดงให้เห็นว่า ตอนนี้หลายจังหวัดมีความเสี่ยงประสบอุทกภัยจากปริมาณน้ำฝนที่จะตกชุกครอบคลุมแทบทุกจังหวัด เริ่มมาจากจ.เพชรบุรี ถึงประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่ในห้วงเวลานี้จนถึงสิ้นเดือนต.ค. 69

จึงต้องมีการประชุมซักซ้อมความพร้อมเตรียมรับมือสถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้น ขอย้ำว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร เพราะดูสถานการณ์ยังไม่มีวี่แววจะลดลง ดังนั้นให้เตรียมพร้อมคือสิ่งที่ดีที่สุด และการดูแลประชาชนต้องคาดการณ์สถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เตรียมศูนย์พักพิงเพื่ออพยพผู้คน

โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงให้จำแนกตามอาการป่วยไปยังสถานพยาบาล เพื่อความปลอดภัย โดยต้องไม่มีพื้นที่ไหนที่ถูกละเลย ขอย้ำการเข้าไปช่วยให้ประชาชนต้องมีความปลอดภัยในชีวิต ได้รับการดูแลให้อยู่ในที่ปลอดภัย มีปัจจัย 4 ครบถ้วน ไม่ขาดตกบกพร่อง

นายอนุทิน กล่าวว่า ที่สำคัญให้สื่อสารกับประชาชนอย่างทั่วถึง การแจ้งเตือนให้ใช้ถ้อยคำและภาษาที่เข้าใจง่าย อ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ต้องอธิบายทางเทคนิคหรือเหตุผลที่ไม่จำเป็น ต้องบอกย้ายออกเมื่อไหร่ ต้องทำอะไรก่อนให้ชัดเจน และจะกลับเข้ามาได้ตอนไหน เพื่อให้ประชาชน พร้อมรับสถานการณ์ได้

ส่วนการบริหารจัดการน้ำ ต้องสื่อสารกันระหว่างรอยต่อพื้นที่กับพื้นที่ที่จะรับน้ำต่อ จะลดความขัดแย้งในพื้นที่ได้ และเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ปั๊มน้ำ เครื่องสูบน้ำ เรือยนต์ หรือยานพาหนะ ไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอย่างเดียว เพราะการเดินทางอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ หากเตรียมพร้อมลักษณะนี้ได้ จะทำให้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมได้

รวมถึงใช้อำนาจตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการบริหารจัดการ รวมถึงการอนุมัติใช้เงินทดรองราชการ ให้ใช้ดุลพินิจเบิกจ่ายด้วยความถูกต้อง โปร่งใส ทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้

สำหรับศูนย์พักพิง ให้บูรณาการทุกฝ่าย เพื่อให้มีมาตรฐาน ระบายอากาศได้ดี มีห้องน้ำถูกสุขลักษณะ ส้วนกระทรวงสาธารณสุข ให้เตรียมความพร้อมแยกคนป่วยตามประเภท ไปยังสถานพยาบาล และมีแผนการส่งต่อผู้ป่วย หากสถานพยาบาลได้รับ ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ให้กำลังบุคลากร นักศึกษาวิชาชีพช่าง คหกรรม ไปร่วมสนับสนุนศูนย์พักพิงเพื่อบริการซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าของประชาชน

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอสั่ง 7 แนวทาง เตรียมความบริหารจัดการสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ 1. ติดตาม และประเมินสถานการณ์ กำหนดพื้นที่เสี่ยง จุดเฝ้าระวัง ทบทวนข้อมูลพื้นที่ที่เคยประสบภัย พื้นที่ลุ่มต่ำ จุดระบายน้ำสำคัญ เส้นทางคมนาคมและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ

2. ตรวจสอบและปรับปรุงระบบการระบายน้ำ อาทิ คู คลอง ประตูระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมแก้ไขจุดเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ

3. เตรียมพร้อมด้านกำลังพลและทรัพยากร รวมถึงแผนสนับสนุน ต้องมีการจัดทำและบูรณาการทรัพยากรระหว่างพื้นที่ โดยแต่ละจังหวัดจะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อนหรือส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น และสามารถบูรณาการความช่วยเหลือระหว่างพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การอพยพและการแจ้งเตือนประชาชน ให้ทบทวนจุดอพยพ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เส้นทางอพยพ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และช่องทางการสื่อสารแจ้งเตือน โดยให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน การเตรียมความพร้อม ปัญหาอุปสรรค และความต้องการรับการสนับสนุนมายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย

6. ประชาสัมพันธ์ช่องทางการแจ้งเหตุฉุกเฉินและช่องทางติดต่อหน่วยงานภาครัฐให้ชัดเจน และ 7. จัดตั้ง “ศูนย์เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ของแต่ละหน่วยงานตามภารกิจและความรับผิดชอบ” เพื่อบูรณาการการปฏิบัติงาน การประสานงาน และการสนับสนุนทรัพยากร ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

“ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ต้องใช้ช่องทางสื่อสารทางโซเชียลมีเดีย และหน่วยประชาสัมพันธ์ภายในจังหวัด กระจายข้อมูลข่าวสารออกไปทุกช่องทาง ทั้งช่องทางของจังหวัด โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เอ็กซ์ หรืออะไรที่มีอยู่

แม้กระทั่งช่องทางส่วนตัวของ ผู้ว่าฯ ช่องทางของจังหวัดเอง ของ นายกเหล่ากาชาดจังหวัด ข้าราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ต้องช่วยกันประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ตามที่รัฐบาลได้ประกาศตลอดเวลาว่า ให้ยึดถือข้อมูลที่ทางราชการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องประชาชนออกไปเป็นหลัก”

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอให้ ผู้ว่าฯ ประชาสัมพันธ์กรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ที่มีผลคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ให้ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยจะครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว

หากเกิดภัยจะต้องมีการประกาศพื้นที่ประสบภัย และแจ้งปภ.เพื่อเร่งสำรวจและยืนยันข้อมูลในการเบิกจ่ายประกันภัยตามกรมธรรม์ ครัวเรือนละ 10,000 บาท ในเบื้องต้น ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท กรณีเสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน