ทวี นำทีมลงพื้นที่ท่าเรือเทพา สงขลา หารือแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ ‘อนุมัติ อาหมัด’ สะท้อนปัญหาข้อกฎหมาย ผังเมือง-เขตห้ามล่าสัตว์ ฉุดรั้งการพัฒนา จี้รัฐปลดล็อกสร้างศูนย์กระจายสินค้า หวังเชื่อม มินิแลนด์บริดจ์ ท่าเรือปีนัง-ด่านประกอบ
วันที่ 19 ต.ค.2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่บริเวณ TEPA TRANSIT TERMINAL ท่าเรือและศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้า ตั้งอยู่ที่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมหารือแนวทางการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการสร้างอาชีพให้กับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยมี นายอนุมัติ อาหมัด อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะเจ้าของพื้นที่และผู้บริหาร TEPA TRANSIT TERMINAL ต้อนรับและนำเสนอข้อมูล
นายอนุมัติ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการว่า การผลักดันท่าเรือน้ำลึกในภาคใต้หรือในเมืองสงขลาปัจจุบันเป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากติดปัญหาพื้นที่หลังท่า ข้อจำกัดด้านชุมชน เทศบัญญัติ และการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
ขณะที่ระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของภาคใต้ยังไม่ตอบโจทย์ ตนจึงตัดสินใจลงทุนพัฒนา “ท่าเรือชายฝั่ง” โดยใช้ร่องน้ำเดิมที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ อ.เทพา ซึ่งดำเนินการด้วยงบประมาณและกองเรือของตนเองทั้งหมด โดยไม่รอพึ่งพางบประมาณจากรัฐ
นายอนุมัติ ระบุว่า ในช่วงแรกมีปัญหาความไม่เข้าใจของคนในพื้นที่บ้าง แต่เมื่อค่อยๆ ทำและพิสูจน์ให้เห็นว่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมแทบไม่มี ปัจจุบันท่าเรือผ่าน EIA เรียบร้อยแล้ว และในการรับฟังความคิดเห็นรัศมี 5 กิโลเมตร ไม่มีประชาชนคัดค้านแม้แต่คนเดียว
“วันนี้เรามีคนทำงานเกือบ 200 คน 97-98 % เป็นคนในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง การดึงคนในพื้นที่มาทำงานช่วยแก้ปัญหาวัยรุ่นว่างงานหรือติดยาเสพติดให้กลับตัวมาทำงานได้ดี ทนสภาพอากาศได้ดีกว่าแรงงานข้ามถิ่น ปัจจุบันเกิดการจ้างงาน สร้างรายได้เฉลี่ย 10,000-20,000 บาทต่อเดือนต่อคน เงินสะพัดในพื้นที่ 3-4 ล้านบาทต่อเดือน ยังไม่รวมรายได้ทางอ้อมของแม่ค้าในชุมชนที่ขายเสบียงให้กับเรือขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศลำละหลายหมื่นบาท ทำให้ที่นี่ไม่มีปัญหาการประท้วงชุมชนเลย” นายอนุมัติกล่าว

อดีตสว. กล่าวเน้นย้ำถึงอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาว่า ปัจจุบันที่ดินรอบข้างท่าเรือติดเงื่อนไขข้อกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะการติดประกาศ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ในพื้นที่บางหมู่บ้าน รวมถึงปัญหากฎหมายผังเมือง ซึ่ง ครม. เคยมีมติให้พื้นที่นี้เป็นศูนย์กระจายสินค้า แต่นักลงทุนที่เข้ามาใช้บริการและต้องการสร้างคลังสินค้า กลับต้องถอยหลังกลับเพราะติดข้อกฎหมายทั้งสองฉบับนี้
“อยากฝากให้ พ.ต.อ.ทวี ช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมายสองตัวนี้ หากใช้เงื่อนไขพิเศษแก้ได้เร็ว จะเกิดการจ้างงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ผมไม่อยากสร้างคลังสินค้าในพื้นที่ท่าเรือ แต่อยากผลักออกไปด้านนอกให้ชุมชนรอบข้าง 600 กว่าไร่ได้รับอานิสงส์ เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน” นายอนุมัติ กล่าว
นายอนุมัติ ยังได้ฉายภาพความสำเร็จด้านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบันท่าเรือเทพาเป็นฮับในการรับปูนซีเมนต์จากภาคกลาง (TPI, อินทรี) เพื่อกระจายสู่ 4-5 จังหวัดชายแดนใต้ จากเดิมขนส่งทางรถยนต์มีต้นทุนตันละ 1,000 บาท แต่เมื่อมาทางเรือเหลือเพียงตันละ 200-400 บาท ช่วยลดต้นทุนวัสดุก่อสร้างให้คนชายแดนใต้เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ถูกลง
ในอนาคตกำลังหารือกับกลุ่ม SCG, ไทวัสดุ รวมถึงกลุ่มค้าปลีกอย่าง Makro, Big C, Lotus, 7-Eleven และ Tops หากขนส่งทางเรือได้ จะช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ ท่าเรือยังช่วยยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยปัจจุบันมีเรือจากยุโรปมารับซื้อไม้ยางพาราสับ (Wood Chip / Wood Pallet) เพื่อส่งออก ทำให้ไม้ยางพารามีราคาสูงขึ้น จนโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่ต้องปรับตัวไปนำเข้าเศษไม้จากสิงคโปร์แทน

“ที่นี่เราทำเองหมด ครม. ไม่เคยพูดถึง ไม่เป็นไร เราคือมินิแลนด์บริดจ์ที่ต้องเกิดก่อนใคร และขณะนี้ผมกำลังประสานกับผู้บริหารท่าเรือปีนัง (มาเลเซีย) ซึ่งเป็นเพื่อนรักกัน และเป็นเจ้าของ Rubber City เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางโลจิสติกส์ หากด่านประกอบ อ.นาทวี เปิดเต็มรูปแบบ เศรษฐกิจในพื้นที่จะพลิกโฉมทันที” นายอนุมัติ ระบุ
ด้าน พ.ต.อ.ทวี กล่าวภายหลังรับฟังบรรยายสรุปว่า ท่าเรือแห่งนี้ตอบโจทย์ปัญหาของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างแท้จริง ทั้งในมิติของการสร้างงานในพื้นที่ และการลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้า
“วันก่อนผมเพิ่งมีโอกาสประชุมกับกงสุลจีนที่ลงมาในพื้นที่ รวมถึงนักธุรกิจในพื้นที่ที่สะท้อนปัญหามิติต่างๆ ด้านโลจิสติกส์ พอวันนี้ได้มาลงพื้นที่เห็นการดำเนินงานของท่าเรือเทพา ก็ทำให้เห็นภาพชัดเจนเลยว่า ที่นี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์ และสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของคนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริง” พ.ต.อ.ทวี กล่าวทิ้งท้าย